ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของนายจักรพงศ์ เมื่อปี 2564 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่า เป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่า ถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์ ดังนั้นการจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ที่อ้างอยู่ในส่วนกฎหมาย ขณะที่รายละเอียดพบเป็นรายละเอียด ที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน ทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย นิติศาสตร์ มากกว่าด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์
“กรณีที่ผู้ถูกเสนอชื่อพยายามอธิบายว่า มีองค์ความรู้สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่องค์ความรู้นั้นเหมาะสมกับสาขานิติศาสตร์มากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำอธิบายที่พยายามบิดเบือนเพื่อให้เข้ากับการตีความตามมาตรา 200(4) อาจจะมีคำถามในแง่จริยธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคนมุ่งมั่นพยายามเป็นองค์กรอิสระมาถึง 10 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9 ครั้ง โดย 6 รอบนั้นตกการสรรหา และ 3 ครั้งถอนตัว และก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ได้ถอนตัว จากนั้นจึงมาลงสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ผมมองว่า ผู้ถูกเสนอชื่อควรรอมาสมัครให้ตรงสาขา เพื่อให้เป็นมาตรฐานของการพิจารณาคุณสมบัติ” นายเทวฤทธิ์ อภิปราย
ขณะที่ นพ. เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายว่า ขอให้วุฒิสภาพิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้เกิดความเสียหายเหมือนกับ สว. ชุดที่ผ่านมาที่เห็นชอบ 2 กรรมการ ป.ป.ช. แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าทำหน้าที่
จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่า ในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติ แม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มีประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้การพิจารณาคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอำนาจของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มี พ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และนายจักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์
“แม้ ส.ว. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว. มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่ง สว. ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง” นายวุฒิชาติ กล่าว
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ตนเป็นห่วงและกังวลที่กล่าวอ้างถึงการโปรดเกล้าฯ หรือไม่โปรดเกล้าฯ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นพระราชวินิจฉัย ไม่ควรอ้างถึง และเอกสารนั้นอยู่ในชั้นความลับ