อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>
เท่าที่ข้อมูลปรากฏนั้น “สายพันธุ์ XBB.1.16” ยังไม่น่าห่วงไปมากกว่าสายพันธุ์อื่น เพราะตอนนี้มีการระบาดอย่างน้อย 22 ประเทศรวมถึงประเทศไทย แล้วการติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ก็ไม่ได้แปลว่า “อาการจะหนักทุกคน” สังเกตจากการระบาดในอินเดียมีผู้ติดเชื้อ 0.35 ราย/ประชากรล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 0.01 ราย/ประชากรล้านคน
ทำให้เห็นถึง “ตัวเลขการติดเชื้อใหม่ และการเสียชีวิต” ไม่ได้สูงขึ้นกว่าการติดเชื้อสายพันธุ์เก่าจนกลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกตกใจเสียด้วยซ้ำ แล้วถ้าเปรียบเทียบกับ “การติดเชื้อในสหรัฐฯ ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้” ที่มีผู้ป่วยรายใหม่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 11,000 ราย และผู้เสียชีวิตราว 1,000 ราย/สัปดาห์ สิ่งนี้สะท้อนว่า “แม้อัตราติดเชื้อสูงแต่ว่าอาการป่วยเสียชีวิตยังไม่มาก”
ดังนั้น สำหรับประเทศไทย จึงไม่ต้องกังวลเพราะคนส่วนใหญ่ฉีดวัคซีน หรือมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อเป็นจำนวนมากแล้ว ถัดมาว่ากันด้วย “ภูมิคุ้มกัน” ถ้าต้องเปรียบเทียบระหว่าง “การติดเชื้อ” ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติได้นานกว่า 365-400 วัน แล้วยังลดอาการป่วยหนักนำไปสู่การลดอัตราเสียชีวิตได้ดีกว่า “ภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน” สาเหตุเพราะผู้ได้รับวัคซีนมักจะสร้างแอนติบอดีในร่างกายอย่างเหมาะสมต่อการตรวจจับไวรัส
แต่พอมาเจอ “โควิดสายพันธุ์ย่อยใหม่” บรรดาแอนติบอดีกลับไม่สามารถตรวจจับ ป้องกัน หรือทำลายไวรัสได้ โดยเฉพาะ XBB หลบหลีกวัคซีนรุ่นปัจจุบันและรุ่นใหม่ได้ ทำให้มีผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ย่อยเพิ่มขึ้น แล้วลักษณะการติดเชื้อนั้น “มุ่งเจาะเข้าเซลล์” เพื่อแพร่กระจายเชื้อไปทั่วร่างกาย “ทำให้มีชิ้นส่วนไวรัสโผล่บริเวณผิวเซลล์จุดติดเชื้อ” แต่ถ้าบุคคลใดมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ “มักมีระบบนักฆ่าที่เรียกว่า T–cell” โดยเฉพาะ CD8 ทำหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสแม้ว่าเชื้อนั้นจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปก็ตาม
ไม่เท่านั้นยังมี “เพชฌฆาตด่านหน้า (innate immunity)” เป็นภูมิคุ้มกันด่านแรกในการต่อสู้ป้องกันเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย แล้วกลไกนี้ก็ไม่จำเพาะเจาะจงเชื้อโรคแต่สามารถป้องกันได้ไม่จดจำเชื้อด้วยซ้ำ!!
ปัญหาว่า “การฉีดวัคซีนกระตุ้นเกินเข็ม 3 หรือเข็ม 4” มักมีผลต่อภูมิคุ้มกันเฉยชาหมดแรงทั้งแอนติบอดี ระบบ T-cell และ innate immunity ทำให้การฆ่าเชื้อไวรัสไม่ดีพอเมื่อเทียบกับ “ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ” ดังนั้นควรฉีดวัคซีนอย่างสมเหตุสมผลเพราะแม้ว่าจะสร้างแอนติบอดีดีขึ้นหลังเข็ม 3 แต่ต้องแลกกับ T-cell หมดแรงลง หนำซ้ำยังมีรายงาน “ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนมากเกินไป” โดยไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญเยอรมันมีการพิสูจน์ตรวจศพผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA แล้วเสียชีวิตเฉียบพลันใน 7 วัน จำนวน 25 ราย อายุ 45-75 ปี แสดงความผิดปกติในกล้ามเนื้อ และเยื่อหุ้มหัวใจมีการอักเสบเป็นหย่อมๆ สามารถสรุปได้ว่าวัคซีนทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติ
ทั้งยังมีการศึกษากรณีผู้เสียชีวิตรายหนึ่งหลังฉีดวัคซีนเข็มที่สาม 21 วัน “พบโปรตีนจากวัคซีนเข้าไปแทรกซึมทุกส่วนของร่างกายเกิดการอักเสบรุนแรงในสมอง และเนื้อเยื่อหัวใจ” แล้วการอักเสบนี้ไม่พบโปรตีนอื่นของโควิดอันเป็นการยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโควิด เพราะถ้าเกิดจากการติดเชื้อจะต้องพบ NP ด้วย
อย่างไรก็ดี ตัวเลขจริงอาจจะมากกว่าความรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบก็ได้ เนื่องจากการรายงานทั่วโลกเป็น retrospective ย้อนหลังมักตัดประเด็น “เฉียบพลันออก” โดยลักษณะของอาการเช่นนี้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันจากกระแสไฟฟ้าผิดปกติ ไม่ใช่หัวใจวายที่พอมีเวลา และมีอาการให้เห็นก่อน
“เหตุนี้ผู้มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติแล้วควรรักษาสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะคนมีโรคประจำตัวทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ตับ ไต หัวใจ ปอด เพื่อรักษาระบบ T-cell และ innate immunity ให้ป้องกันการติดเชื้อไว้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วโควิดสายพันธุ์ผสม XBB.1.16 ก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่น่ากลัวอย่างที่คิดต่อไปก็ได้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุ
ย้อนกลับมาประเด็น “โควิด XBB.1.16 ระบาด 22 ประเทศ”
แม้การติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นแต่ตามข้อมูลผู้ป่วยโควิดรายใหม่ 3.5 รายต่อล้านคน และเสียชีวิต 0.01 รายต่อล้านคน จึงนับเป็นตัวเลขไม่ได้สูงขึ้นมากจากเดิม แต่สิ่งที่มาช่วยส่งเสริมให้ “โควิดดุร้าย” กลายเป็นอาการรุนแรงขึ้นคือ “ฝุ่นพิษ PM2.5” เพราะเมื่อหายใจเข้าไปจะแทรกซึมในเลือดไปทุกอณูร่างกาย “ก่อให้เกิดมะเร็งปอด สมองเสื่อม”
นอกจากนี้ ค่าปลอดภัยของ PM2.5 อยู่ที่ 13.3 แล้วทุกๆระดับที่สูงขึ้น 10 มคก./ลบ.ม.จนถึง 33.3 จะเพิ่มความเสี่ยงของการตายด้วยโรคหัวใจ 4.14% นั่นก็แปลว่า “ค่ากำหนดอันตรายของฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม.อาจจะไม่ถูกต้อง” เพราะ PM2.5 เข้าร่างกายจะแทรกซึมเข้าเลือดนำไปสู่ “การอักเสบของอวัยวะต่างๆ” ตั้งแต่การทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ หรือการทำลายระบบ T-cell, innate immunity และระบบภูมิคุ้มกันแทบทุกระบบ
เมื่อต้องเจอโควิด XBB.1.16 จะทำให้ระบบต้านทานไวรัสเข้าสู่ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อง่ายขึ้นกว่าปกติ
ยิ่งกว่านั้นคือ “สารอักเสบ PM 2.5 กลับเป็นตัวเดียวกัน และชื่ออย่างเดียวกันกับการอักเสบที่เกิดขึ้นหลังการติดเชื้อโควิดไปแล้ว” ลักษณะนี้เป็นเสมือนอาการอักเสบ 2 ประสาน “อันเกิดจากการรับ PM 2.5 ควบคู่กับการติดเชื้อโควิด” สิ่งนี้จะส่งเสริมให้อาการติดเชื้ออักเสบของโควิดรุนแรงเพิ่มขึ้นได้
ดังนั้น สำหรับประเทศไทยเฉพาะ “โควิด XBB.1.16” อย่างเดียวนั้นไม่น่าเป็นเรื่องกังวล เพราะสังเกตจากการระบาด 22 ประเทศ ยังคงมีสถิติการป่วยน้อยแล้วแต่ละประเทศก็ไม่ได้ประกาศมาตรการเป็นกรณีพิเศษ “แต่หากมี PM2.5 มาผสมโรงด้วย” สิ่งนี้จะทำลายระบบเยื่อทางเดินหายใจ และทำลายภูมิคุ้มกันทุกระบบ
ผลก็คือ “อวัยวะเกิดการอักเสบรุนแรง” จนต้องเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น ดังนั้น ประชาชนต้องรักษาต้นทุนสุขภาพให้ดีหมั่นตรวจ “ระดับ PM 2.5” เป็นข้อมูลวางแผนออกจากบ้าน เพื่อไม่ให้มลพิษมาทำลายสุขภาพเราได้
สุดท้ายฝากไว้ว่า “โควิดสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน” อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่น่ากังวลเท่ากับ “ฝุ่น PM 2.5” ที่จะมาทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้การติดโควิดง่ายอาการรุนแรงขึ้น จนเป็นกลไกทำร้ายมนุษย์ไปเรื่อยๆ ถ้ายังไม่มีการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษซ้ำซากอยู่แบบนี้
เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การเผาถ่านหิน การเผาถ่านหินจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่อหน่วยพลังงานมากกว่าน้ำมันหรือก๊าซ ซึ่งหมายความว่ามันทำให้โลกเราร้อนเร็วขึ้น!!
การเผาถ่านหินทำให้เกิดสารมากมาย เช่น ปรอท สารหนู และอนุภาคเล็กๆของเขม่าซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เมื่อเราหายใจในอากาศแบบนี้จะทำให้เกิดอันตรายต่อหัวใจและปอด อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย
ในยุคก่อนหน้านี้ มีการใช้ถ่านหินอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า เราใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่าหนึ่งในสามของกระแสไฟฟ้าทั่วโลก โรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศหลายร้อยกิโลเมตรและส่วนใหญ่มักจะอยู่ในศูนย์กลางของเมือง ดังนั้นผู้คนนับล้านมีความเสี่ยงที่จะได้รับมลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้
เราต้องพร้อมใจยุติการใช้ถ่านหิน และหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดอย่างพลังงานลม พลังงานงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานมหาสมุทรโดยใช้กระแสน้ำขึ้นน้ำลง
หลายประเทศได้เริ่มไปบ้างแล้ว ในปีพ.ศ.2562 มีข้อมูลระบุว่า มีการลดการใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากที่สุดตั้งแต่เคยบันทึกมา ซึ่งเราต้องการให้ทุกประเทศทั่วโลก หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนโดยเร็ว
รถยนต์ส่วนมากใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากการเผาถ่านหิน รถยนต์ไม่ว่าจะใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลล้วนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่น ๆ ที่ส่งผลต่ออุณหภูมิของโลก นอกจากนั้นไอเสียจากรถยนต์ยังปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเช่นกัน
แต่เรามีวิธีที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ได้
หลายเมืองทั่วโลก เริ่มตื่นตัวกับการเดินทางโดยไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ ตั้งแต่การเดินเท้าบนทางเดินฟุตบาท ไปจนถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและราคาไม่แพง นี่คือสิ่งที่รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีขึ้น เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้งานขนส่งสาธารณะได้อย่างทั่วถึง และมากขึ้น ซึ่งจะเป็นทางออกให้คนใช้รถยนต์น้อยลง และทำให้เราได้อากาศ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย
แต่ในบางครั้งรถยนต์ยังคงจำเป็นต่อการเดินทาง เราควรริเริ่มที่จะคิดเกี่ยวกับรถยนต์ให้แตกต่างออกไปจากเดิม อาทิเช่น การใช้รถพลังงานไฟฟ้าแทนที่จะใช้รถน้ำมันเบนซินหรือดีเซล รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่มีการปล่อยควันจากท่อไอเสีย แต่จะปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตรถยนต์และการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานหมุนเวียนในการขับเคลื่อน อัตราการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นก็จะเทียบเท่ากับศูนย์ แต่ประเทศที่ใช้ถ่านหิน อาทิเช่น ประเทศโปแลนด์ ก็ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยการลดขนาดรถยนต์ลง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงที่ทำให้การปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียลดลงไปด้วย เนื่องจากมีการใช้พลังงานในการผลิตและขับขี่น้อยลง นอกจากนี้ การรณรงค์หันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนการใช้รถส่วนบุคคลก็จะช่วยลดมลพิษได้ด้วยเช่นกัน
มลพิษทางอากาศ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องช่วยกัน วิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ระบุไว้นั้นเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และทุกคนต่างร่วมกันเรียกร้องให้เกิดขึ้น
ความกังวลเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในหลาย ๆ ที่ เช่น เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ใช้ไฟฟ้าในการเดินรถของรถโดยสาร, ผู้ปกครองในเบลเยี่ยมมีการรวมตัวกันเพราะอากาศในโรงเรียนสกปรก ตอนนี้เมืองบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยี่ยม ได้ห้ามใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล และยังมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของขนส่งสาธารณะ และทางจักรยานอีกด้วย ในขณะที่ทั่วโลกกังวลกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากถ่านหิน รัฐบาลได้เล็งเห็นวิธีการใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราได้พลังงานมาใช้งาน
ทางออกของวิกฤตมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นใคร เราสามารถร่วมมือและแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ และสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้
ผลวิจัยชี้ PM2.5-โลกร้อน-โรคร่วม ทำผู้ป่วยโรคหืดอาการหอบกลับมารุนแรง ยอดหามส่งรพ.พุ่ง แนะนอกจากใช้ยาอย่างถูกวิธีแล้ว ต้องเช็กคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน เลี่ยงปัจจัยกระตุ้นร่วมด้วย
ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ล่าสุดในปี 2020 ประเทศไทยพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากอาการของโรคหืด 4,182 รายต่อปี คิดเป็นวันละ 11-12 รายหรืออัตรา 3.93 ต่อประชากร 1 แสนคน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการไม่ได้พ่นยาควบคุมการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเวลามีอาการกำเริบก็จะพ่นยาไม่ทันหรือไม่ถูกวิธี ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกร้อน ส่งผลให้ละอองเกสรและเชื้อราเพิ่มขึ้น และยังส่งผลให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี มีอาการหอบเร็วขึ้นและนอนโรงพยาบาลพุ่งขึ้นถึง 15% และพบทุกๆค่า PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มการหอบกำเริบ 0.2 ครั้ง
ดังนั้น ในผู้ป่วยโรคหืด นอกจากพ่นยาสม่ำเสมอแล้ว การตรวจวัดดัชนีคุณภาพอากาศทุกวัน ในผู้ป่วยโรคหืดก่อนออกจากบ้านถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ทำให้ในปีนี้ สมาคมฯ ได้ร่วมมือกับ กลุ่มทีมผู้ดูแลโรคระบบทางเดินหายใจในบริการปฐมภูมิ ภายใต้ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ตามแนวทางการรักษาโรคหืดสำหรับผู้ใหญ่ในประเทศไทย ผนึกกำลังในการรับมือกับสถานการณ์โรคหืดที่รุนแรงขึ้นในประเทศไทย
ขณะที่ อ.นพ.ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ ประธานวิจัยฯ สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการมีส่วนร่วมในงานวิจัยนานาชาติล่าสุด ด้วยความร่วมมือระหว่าง 7 สถาบันทางการแพทย์ เตรียมนำเสนอผลงานวิจัยที่งานประชุมนานาชาติ American Thoracic Society ณ เมือง Washington DC ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤษภาคม 2566 นี้ โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหืดจำนวน 600 ราย มีกว่า 458 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 80 มีอาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบในผู้ป่วยโรคหืด และพบด้วยว่า ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ และโรคดังกล่าวถือเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการไม่สามารถควบคุมโรคหืดได้ และยังมีภาวะโรคร่วมอื่นๆ ที่สามารถพบได้บ่อย เช่น โรคภาวะกรดไหลย้อน ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ และภาวะซึมเศร้า ร่วมด้วย
ขอขอบคุณที่มาภาพสุดเศร้า
หญิงเลี้ยงแกะดูแลฝูงแกะของเธอที่กำลังเล็มหญ้าในบริเวณใกล้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน เมืองเจปารา จังหวัดชวากลาง © Kemal Jufri / Greenpeace © Kemal Jufri / Greenpeace
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>
เครดิตภาพ : Greenpeace