มิน่า เชียง ผู้ก่อตั้ง HRC (Research Consultancy Humanity) กิจการเพื่อสังคม ที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร และให้บริการด้านการวิจัยและการฝึกอบรมเพื่อต่อสู้กับทาสยุคใหม่ ระบุว่ามีเหยื่อจำนวนมากถูกตีจนตายหรือไม่ก็ถูกตัดนิ้ว เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่น ๆ กลัว ส่วนคามูกิชาต้องทำงานวันละ 18 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ให้นอนไม่เกินวันละ 4-5 ชั่วโมง ทุกคนจะถูกปลุกด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้า
คามูกิชาบอกว่าเขามีหน้าที่สวมบทบาทเป็นนักธุรกิจหญิงที่น่าดึงดูด และหลอกล่อให้ผู้ชายตกหลุมรัก เพื่อล่อให้เข้าไปลงทุนในแผนการฉ้อโกง โดยมีสคริปต์สอนให้ล่อลวงเหยื่อให้ตกหลุมรัก มีการพูดถึงการสร้างอนาคตร่วมกันด้วย ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ล่อเหยื่อให้ตกหลุมพรางด้วยคาแรคเตอร์ที่เขาสวมบทบาท ขยันส่งข้อความทุกวัน แสดงความกระตือรือร้นว่าอยากรู้จักจริง ๆ จนอีกฝ่ายใจอ่อน
การที่พูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้เหยื่อมักจะอยู่ในโซนสหรัฐฯ และยุโรป บางคนยอมขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อมา "ร่วมลงทุน" ซึ่งคามูกิชาบอกว่ารู้สึกแย่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาแค่ทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนแม้แต่เซ็นต์เดียว
การทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีผู้จัดการคอยสอดส่อง ในออฟฟิศมีไวท์บอร์ดอยู่ เพื่อจดสถิติว่าแต่ละวันหลอกลวงเงินจากเหยื่อได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งเกือบทุกวันจะพบว่ามียอดไม่ต่ำกวา 50,000 ดอลลาร์ (1 ล้าน 8 แสนบาท) ในโรงงานนรกแห่งนี้ ยังขายคนที่ทำงานให้อีกด้วย โดยคามูกิชาบอกว่าในช่วง 7 เดือนมานี้ เขาถูกขายไปถึง 4 สถานที่แล้ว แต่ละที่มีคนงานราว 30-80 คน ส่วนอาชญากรที่ควบคุมสถานที่เหล่านี้มาจากประเทศจีน
สำหรับเหยื่อที่ถูกหลอกไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ถือว่ามีมูลค่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ทักษะด้านไอที, มีความสามารถด้านภาษาและเชื้อชาติ มีเหยื่อชาวไต้หวันถูกขายในระหว่างระหว่าง 20,000 - 25,000 ดอลลาร์
คามูกิชาอาศัยความสามารถด้านไอที แอบขอความช่วยเหลือจากหลายองค์กรรวมทั้งสถานทูต, สหประชาชาติ, ตำรวจสากลและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน เช่น มูลนิธิ "ไอเจเอ็ม" (IJM - International Justice Mission) และรีบลบข้อความหลังส่งเสร็จ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาถูกสอบสวนว่าใครเป็นคนสื่อสารเพื่อหวังหลบหนี เมื่อเขาไม่บอกก็ถูกพาเข้าไปที่ค่ายทหารและมีทหารมาสอบสอบสวน เรื่องการเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย แต่โชคดีที่ทหารไม่จับและยังช่วยส่งเขาเดินทางเข้าไปที่ลาว และต้องติดอยู่ที่นั่น 5 เดือน เพราะต้องรอตำรวจจัดการเนื่องจากไม่มีพาสปอร์ต ก่อนจะกลับไปยังอูกันดาเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ และได้ทำงานกับ HRC ทำหน้าที่คอยประสานงานกับองค์กรอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือคนที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์