ทาวเวอร์บอกว่า พวกที่ตกเป็นทาสไซเบอร์ล้วนไปจบที่ชเว ก๊กโก พวกเขามาจากที่ต่าง ๆ เช่น ประเทศไทย, กัมพูชา, ลาว, มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยได้รับคำสัญญาว่าจะได้ทำงานรายได้ดี แต่พอไปถึงก็ต้องเจอสถานการณ์ที่ต่างไปจากที่วาดฝันไว้อย่างมาก... ชเว ก๊กโก เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการพนันผิดกฎหมายขนาดใหญ่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ที่เดิมพัฒนาโดย "Yatai International Holdings" ของอาชญากรตัวเอ้ชาวจีน "เสอ จื่อเจียง"
เสอ จื่อเจียง และอาชญากรข้ามชาติคนอื่น ๆ ได้เข้าไปจับมือเป็นพันธมิตรกับ BGF ทั้งยังได้รับ "ที่ดินกับการสนับสนุน" จากกองกำลังที่รัฐบาลทหารเมียนมาหนุนหลัง แต่หลังจากที่เสอ จื่อเจียง ถูกจับเมื่อปี 2565 กลุ่ม BGF ได้เข้าไปควบคุมอาณาจักรอาชญากรรมทั้งหมดแทน เพิ่มความมั่งคั่งกับอำนาจอย่างมากมาย
ทาวเวอร์บอกว่า ในตอนแรกการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างกองกำลังพิทักษ์ชายแดน และองค์กรอาชญากรจีนเหล่านี้ คือการสร้างเมืองเพื่อทำเป็นศูนย์กลางพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่มีเป้าหมายเป็นชาวจีนในประเทศจีน แต่ต่อมาพบว่ามีพลเมืองมากกว่า 30 ประเทศ ที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในพื้นที่ริมแม่น้ำเมย
สื่อสิงคโปร์ Straits Times ได้ประเมินว่า มีชาวมาเลเซียราว 1,000 คน ถูกบังคับให้ทำงานที่ชเว ก๊กโก ด้านสถานทูตอินโดนีเซียในย่างกุ้ง ต้องจ่ายเงินให้ BEF เพื่อไถ่ตัวชาวอินโดฯ ราว 20 คน คนละ 8,500 ดอลลาร์ (ราว 300,000 บาท) กระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ได้ช่วยชาวฟิลิปปินส์ 8 คน ที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นทาสไซเบอร์ หลังจากถูกลวงให้สมัครงานออนไลน์ตำแหน่ง "ลูกค้าสัมพันธ์" ในประเทศไทย ก่อนถูกลวงให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และไปจบที่ชเว ก๊กโก ในฐานะ "ทาสไซเบอร์"
ในจำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีเด็กรวมอยู่ด้วย โดยเด็กวัยรุ่นวัย 16 ปี ที่ทำงานอยู่ที่ชเว ก๊กโก บอกว่ามีอาคารปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์หลายหลัง แต่ละอาคารที่คนงานสูงสุด 200 คน ส่วนตัวเขาต้องทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. เพื่อหลอกลวงเอาเงินเหยื่อทางออนไลน์ ที่จะมีการกำหนดอัตราไว้ทุกวัน ถ้าไม่สามารถภารกิจให้ลุล่วงได้ตามเป้าก็จะถูกหักค่าจ้าง นอกจากนี้ยังมีการสร้างเว็บไซต์ชอปปิงออนไลน์ปลอม เช่น Amazon กับ Shopee เพื่อฉ้อโกงและขโมยเงินลูกค้า นอกจากนี้ยังสร้างเกมออนไลน์เพื่อเพื่อหลอกลวงและรีดไถผู้ที่หลงเข้าไปเล่นด้วย
ทาวเวอร์ชี้ว่า ปัญหาอาชญากรไซเบอร์ที่แนวพรมแดนไทย-เมียนมา กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการช่วยแก้ไข-จัดการ และจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ซึ่งบรรดาสมาชิกอาเซียนต่างก็พยายามแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการจัดตั้งโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์สมัยใหม่และการลักลอบขนส่งผู้อพยพข้ามพรมแดน แต่บริเวณพรมแดนไทย-เมียนมา ยังคงเป็นจุดที่ยากจะเข้าไปแก้ไขได้