svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

เตือน "ทำงานเป็นกะ" ฝืนนาฬิกาชีวิต เสี่ยง "หัวใจ-มะเร็ง-เบาหวาน" พร้อมแนะ 3 เคล็ดลับดูแลตัวเอง

15 ม.ค. 2569

ทำงานกลางคืน นอนกลางวัน อันตรายกว่าที่คิด! แพทย์เผยทำงานเป็นกะทำระบบร่างกายรวน เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งเต้านม และโรคอ้วน พร้อมแนะวิธีปรับตัวเรื่องการนอนและอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนทำงานกะ

ทำงานกลางคืน นอนกลางวัน อันตรายกว่าที่คิด! แพทย์เผยทำงานเป็นกะทำระบบร่างกายรวน เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งเต้านม และโรคอ้วน พร้อมแนะวิธีปรับตัวเรื่องการนอนและอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนทำงานกะ

KEY

POINTS

  • การทำงานเป็นกะเป็นการฝืน "นาฬิกาชีวิต" ของร่างกาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในระยะยาว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด, มะเร็ง และเบาหวาน
  • ผลกระทบจากการทำงานกะมีทั้งระยะสั้นที่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เครียด และขาดสมาธิ และผลระยะยาวที่สะสมจนเกิดโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ สุขภาพจิต และระบบสืบพันธุ์
  • มีคำแนะนำ 3 เคล็ดลับในการดูแลตนเองสำหรับคนทำงานกะ คือ การจัดการเรื่องการนอนหลับให้มีคุณภาพ, การเลือกรับประทานอาหารมื้อเบาหลังเที่ยงคืน, และการออกกำลังกายหลังตื่นนอน

ในโลกที่ขับเคลื่อนตลอด 24 ชั่วโมง มีอาชีพจำนวนมากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องทำงานเป็น "กะ" (Shift Work) เช่น ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ หรือคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทราบหรือไม่ว่า ร่างกายของมนุษย์เรามี "นาฬิกาชีวิต" (Circadian Rhythm) ที่ถูกกำหนดให้ทำงานสัมพันธ์กับแสงอาทิตย์และการผลิตฮอร์โมนแบบรอบ 24 ชั่วโมง

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า ระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ การผลิตฮอร์โมน การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการทำงานของกระเพาะอาหาร จะทำงานประสานสอดคล้องกันโดยมีสมองเป็นตัวควบคุม เมื่อต้องเปลี่ยนมาทำงานกลางคืน ร่างกายจะปรับวงจรการนอนได้ก่อน แต่วงจรอื่นๆ ต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่า 1 สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดภาวะนอนไม่เพียงพอ อ่อนล้า และสูญเสียสมาธิ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้

ผลกระทบต่อสุขภาพ: จาก "ความเพลีย" สู่ "โรคร้ายแรง"

นายแพทย์ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระบุว่าผลกระทบจากการทำงานกะมี 2 ระยะที่น่ากลัวไม่แพ้กัน

  1. ระยะสั้น: มีผลทันทีในคืนแรกที่เริ่มงานกะดึก ทำให้คุณภาพการนอนต่ำ หลับไม่สนิท ส่งผลให้เกิดความเครียด ประสิทธิภาพการตัดสินใจลดลง ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการทำงาน

  2. ระยะยาว: หากสะสมเป็นเวลานาน ความเครียดจากการนอนไม่เพียงพอจะนำไปสู่โรคร้ายแรง ได้แก่

    • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
    • โรคมะเร็ง: โดยเฉพาะความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
    • โรคระบบเผาผลาญ: โรคอ้วน และโรคเบาหวาน
    • ระบบสืบพันธุ์: ในผู้หญิงอาจทำให้มีบุตรยาก คลอดก่อนกำหนด หรือแท้งได้ง่าย
    • สุขภาพจิต: ภาวะกังวล ซึมเศร้า และปัญหาด้านสังคม

3 เคล็ดลับปรับตัว "คนทำงานกะ" ให้สุขภาพไม่พัง

เพื่อให้คนทำงานกะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความแข็งแรงของร่างกายไว้ได้ รพ.นพรัตนราชธานี แนะนำแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อหลัก ดังนี้

  1. กลยุทธ์การนอน (Sleep Management) พยายามหาเวลานอนช่วงเย็นก่อนเข้ากะประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อสำรองพลังงาน ระหว่างนอนควรใช้เครื่องป้องกันเสียงหรือม่านทึบแสงเพื่อตัดสิ่งรบกวน และที่สำคัญ งดดื่มชา กาแฟ หรือสารกระตุ้นประสาทก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้จริง

  2. การรับประทานอาหาร (Nutrition) หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนัก เพราะระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ควรเลือกทานอาหารเบาๆ ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น "นม" ซึ่งย่อยง่ายและช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ลดความเสี่ยงโรคกระเพาะ

  3. การออกกำลังกาย (Physical Activity) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนทำงานกะคือ "การออกกำลังกายหลังตื่นนอน" เพราะจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง และพร้อมสำหรับการทำงานกะต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำงานเป็นกะอาจเป็นภาระหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่การรู้จักปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคร้ายและรักษาคุณภาพชีวิตให้แข็งแรงได้ในระยะยาว