จ้องจอนานเสี่ยงตาล้า แสงสีฟ้าทำร้ายดวงตา รู้วิธีป้องกันก่อนสาย
05 ก.ค. 2569 | apirak_pra

การใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะตาล้า ตาแห้ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาจอตา เรียนรู้วิธีป้องกันและสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
Feature & Lifestyle
05 ก.ค. 2569 | apirak_pra

การใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะตาล้า ตาแห้ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาจอตา เรียนรู้วิธีป้องกันและสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
KEY
POINTS
ในยุคที่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอตั้งแต่เริ่มทำงานไปจนถึงก่อนเข้านอน แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่การใช้ดวงตาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพตาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะ "ภาวะตาล้าจากการใช้หน้าจอ" (Digital Eye Strain) ที่กำลังพบได้บ่อยขึ้นทั้งในวัยทำงานและเด็กวัยเรียน
ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาเตือนว่า นอกจากอาการเมื่อยล้าหรือปวดตาที่หลายคนคุ้นเคยแล้ว การได้รับแสงสีฟ้าและการเพ่งหน้าจอเป็นเวลานานติดต่อกัน อาจส่งผลกระทบต่อดวงตาในระยะยาว หากละเลยสัญญาณเตือนบางอย่าง อาจนำไปสู่โรคทางจอตาที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบผู้ที่มีภาวะตาแห้ง อาการตาล้า รวมถึงปัญหาการมองเห็นลดลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของสังคมดิจิทัลที่ทุกคนต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะหากไม่ได้รับการดูแลหรือป้องกันอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในอนาคตได้
ด้วยเหตุนี้ กรมการแพทย์จึงส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงการใช้สายตาอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพตาที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และช่วยรักษาคุณภาพการมองเห็นให้อยู่กับเราได้นานที่สุด
นายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) อธิบายว่า แสงสีฟ้าไม่ได้มีเฉพาะจากหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดจากการได้รับแสงสีฟ้าในปริมาณมากและต่อเนื่องจากการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานาน
เมื่อดวงตาต้องรับแสงสีฟ้าและเพ่งหน้าจออย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อฟิล์มน้ำตาที่เคลือบผิวตาและกล้ามเนื้อตา ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น
อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณว่าดวงตาต้องการการพัก หากยังฝืนใช้งานต่อเนื่อง อาจทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น
แพทย์หญิงทิฆัมพร จันทร์ภู่ นายแพทย์ปฏิบัติการด้านจอตาและวุ้นตา อธิบายว่า แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น แต่มีพลังงานสูงที่สุดในกลุ่มแสงที่ตามองเห็นได้ จึงสามารถผ่านกระจกตาและเลนส์ตาเข้าไปถึงจอตา (Retina) ได้โดยตรง
ประเด็นสำคัญที่ควรตระหนัก ไม่ใช่การใช้หน้าจอเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นผลจากการได้รับแสงสีฟ้าและการเพ่งสายตาสะสมเป็นเวลานานตลอดหลายปี ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ต่อเซลล์รับแสงในจอตา ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของจอตาลดลง
ในบางราย ปัจจัยดังกล่าวอาจมีส่วนเร่งให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) เร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม หรือการสูบบุหรี่
แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันชัดเจนว่าแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคจอประสาทตาเสื่อม แต่การลดการใช้สายตาอย่างหนักและพักสายตาอย่างเหมาะสมยังคงเป็นแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาและดูแลสุขภาพตาในระยะยาว
นอกจากผลกระทบต่อจอตาแล้ว ผู้ที่ใช้สายตาเพ่งหน้าจอเป็นเวลานานอาจพบปัญหาเกี่ยวกับวุ้นตาได้เช่นกัน โดยการใช้สายตาหนักอาจทำให้รู้สึกถึงอาการผิดปกติของวุ้นตาได้ชัดเจนขึ้น แม้ว่าวุ้นตาเสื่อมจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัยเป็นหลักก็ตาม
อาการที่ไม่ควรละเลย ได้แก่
หากมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือรุนแรง ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะจอตาฉีกขาดหรือจอตาหลุดลอก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร
แม้จะหลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะตาล้าจากหน้าจอได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ดังนี้
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพดวงตา ไม่ใช่การพึ่งพาอุปกรณ์ป้องกันเพียงอย่างเดียว แต่คือการจัดสรรเวลาพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ ลดการใช้งานหน้าจอที่ไม่จำเป็น และเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ผู้ที่มีอายุมากขึ้น หรือผู้ที่เริ่มมีอาการผิดปกติของการมองเห็น
ดวงตาเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักทุกวัน การดูแลตั้งแต่วันนี้ด้วยพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น พักสายตา กะพริบตาให้บ่อย และไม่ฝืนใช้สายตาเมื่อเริ่มมีอาการล้า อาจช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพตาในระยะยาว และทำให้การมองเห็นที่ดีอยู่กับเราไปได้อีกนาน