1. ฝ่ายค้านดึงเบรกมือ : สภาใช้กฎหมายสั่งตรวจสอบและคุมเข้มงบประมาณ
อำนาจที่แท้จริงตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ Article I, Section 8 อำนาจที่แท้จริงในการเก็บภาษีและการค้าระหว่างประเทศเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี! แต่ที่ผ่านมา สภาเคยยกอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้ชั่วคราว
- สืบสวนและผลักดันกฎหมายใหม่ : หากเดโมแครตครองเสียงข้างมาก การวิเคราะห์จาก Western University ชี้ว่า สภาจะเริ่มจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนและเปิดประชาพิจารณ์ (Hearings) เพื่อเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาสอบเค้นถึงผลกระทบเรื่องสินค้าแพงขึ้น พร้อมทั้งผลักดันร่างกฎหมายใหม่เพื่อ "ดึงอำนาจกำหนดภาษีกลับคืนสู่สภา" ลดอำนาจต่อรองในเวทีโลก
สิ่งนี้จะทำให้ทรัมป์ไม่สามารถขู่หรือใช้มาตรการภาษีแบบปุบปับกับต่างชาติได้ง่ายๆ อีกต่อไป เพราะต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาก่อนเสมอ ประเทศคู่ค้าจะเริ่มรู้ทันว่าคำขู่เรื่องภาษีของฝ่ายบริหารอาจถูกสภาคองเกรสสั่งระงับได้ อำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าโลกของทีมทรัมป์จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
2. อำนาจสั่งการในมือทรัมป์ : ช่องทางพิเศษที่สภาแทรกแซงได้ยาก
การใช้อำนาจฉุกเฉินสั่งการ แม้สภาจะพยายามคุมเข้ม ข้อมูลวิเคราะห์จาก Pepperstone ระบุว่า ทรัมป์ยังมี "การ์ดพิเศษ" ในมือ นั่นคืออำนาจสั่งการฝ่ายบริหาร (Executive Authority) โดยเฉพาะการอ้างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ เช่น Section 232 หรือกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อสั่งเก็บภาษีประเทศคู่แข่งได้โดยตรงโดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภา
โดนยื้อเวลาและฟ้องร้องในชั้นศาล ข้อยกเว้นทางกฎหมายเหล่านี้ทำให้ฝ่ายบริหารยังพอมีช่องทางตอบโต้ทางเศรษฐกิจได้อยู่บ้าง เพียงแต่กระบวนการทั้งหมดจะถูกสภาคองเกรสดักทาง ตัดงบประมาณสนับสนุนในการบังคับใช้ และถูกประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจฟ้องร้องต่อศาลชั้นต้นจนใช้งานได้ไม่สะดวกเหมือนเก่า
“ยิ่งไปกว่านั้น สภาฝ่ายค้านยังสามารถใช้อำนาจควบคุมกระเป๋าเงิน (Power of the Purse) บีบไม่ให้กระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากรมีงบไปดำเนินการตั้งกำแพงภาษีได้อย่างสะดวก ส่งผลให้นโยบายการค้าต้องเจอกับตอใหญ่ในทุกขั้นตอน”