เนชั่นทีวี

Exclusive

อ.สุรชาติ ชำแหละ 'ภัยคุกคามผสม' ชี้คนไทยตุน 3 วันไม่รอด ส่ออดตาย

30 ต.ค. 2569 | apirak_pra

อ.สุรชาติ ชำแหละ 'ภัยคุกคามผสม' ชี้คนไทยตุน 3 วันไม่รอด ส่ออดตาย

อ.สุรชาติ บำรุงสุข ผ่ามิติ 'ภัยคุกคามผสม' หลังยุโรป-ญี่ปุ่นเตือนตุนเสบียง 3 วัน รับมือสงคราม-ไซเบอร์-ภัยพิบัติ แซวไทยอาจต้องตุน 30 วัน ไม่งั้นไม่รอด

อ.สุรชาติ บำรุงสุข ผ่ามิติ 'ภัยคุกคามผสม' หลังยุโรป-ญี่ปุ่นเตือนตุนเสบียง 3 วัน รับมือสงคราม-ไซเบอร์-ภัยพิบัติ แซวไทยอาจต้องตุน 30 วัน ไม่งั้นไม่รอด

KEY

POINTS

  • ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้วิเคราะห์ถึง "ภัยคุกคามผสม" ซึ่งเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่สงครามทางทหาร แต่รวมถึงสงครามไซเบอร์ การก่อการร้าย และวิกฤตจากภัยธรรมชาติ
  • หลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นได้แนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียงและของใช้จำเป็นเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 3 วันแรก หากเกิดเหตุวิกฤตที่ทำให้ระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก
  • อ.สุรชาติ ชี้ว่ามาตรฐานการเตรียมตัว 3 วันอาจไม่เพียงพอสำหรับบริบทของประเทศไทย โดยประเมินจากประสบการณ์ภัยธรรมชาติในอดีตว่าความช่วยเหลือจากรัฐอาจล่าช้า ซึ่งหากเตรียมตัวแค่นั้นอาจเสี่ยงอดตายได้

จากกรณีที่รัฐบาลในหลายประเทศแถบยุโรป รวมถึงประเทศญี่ปุ่น ได้พร้อมใจกันออกคำแนะนำและคู่มือยกระดับเตือนภัย ให้ประชาชนจัดเตรียมเสบียงฉุกเฉิน ยารักษาโรค และของใช้จำเป็นสำหรับการยังชีพเบื้องต้นอย่างน้อย 3 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่อาจทำให้ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ได้เขียนบทความวิเคราะห์เรื่อง "ภัยคุกคามผสม !" ระบุว่า

 

ในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องการเตรียมการของรัฐยุโรป และญี่ปุ่น ในการเตรียมตัวรับมือกับภัยความมั่นคงชุดใหม่ และดูจะเป็นภัยที่มีความหลากหลาย จนอาจต้องเรียกว่าเป็น “ภัยคุกคามผสม” ที่ไม่ใช่เป็นแต่เรื่องของภัยคุกคามทางทหารในแบบเดิม แต่มีภัยแบบอื่นๆ ที่เกิดคู่ขนานในบริบทปัจจุบัน

 

แต่ด้วยเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ทำให้ปัญหาบางเรื่องขยายตัวเป็น “ภัยคุกคาม” ในภาวะปัจจุบัน อันทำให้รัฐวันนี้ เผชิญหน้ากับโจทย์ความมั่นคงที่ท้าทายอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่า โลกในศตวรรษที่ 21 มีภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มีความหลากหลายรูปแบบ

 

ในช่วงแรกของศตวรรษที่ 21 เราเริ่มเห็นภัยหลักที่มีพัฒนาการดังเช่น “สงครามก่อการร้าย” ที่สืบเนื่องมาจากการก่อการร้ายเดิมของกลุ่มอัลกอร์อิดะห์และของกลุ่มรัฐอิสลาม เปลี่ยนไปสู่การก่อการร้ายที่มีเงื่อนไขทางเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังคงมุ่งประสงค์ให้เกิดความรุนแรงขนาดใหญ่ในแบบเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 การทำลายล้างขนาดใหญ่ยังคงเป็นวัตถุประสงค์ของการก่อการร้ายในโลกปัจจุบันเสมอ

นอกเหนือจากความรุนแรงจากการก่อการร้ายแล้ว “สงครามระหว่างรัฐ” ที่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ดูจะไม่เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เพราะช่วงเวลาเช่นนั้น สงครามหลักที่เกิดเป็น “สงครามภายในรัฐ” คือ รัฐรบกับ “ตัวแสดงติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ” หรืออาจกล่าวได้ว่า รัฐเผชิญกับสภาวะ “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare)

 

แต่หลังจากการบุกยูเครนของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้โลกได้เห็นถึงการกลับมาของ “สงครามใหญ่” อีกครั้ง ที่มีความหมายถึง “สงครามระหว่างรัฐ” แม้พื้นที่การรบจะเป็นในส่วนของยุโรป แต่ก็เห็นชัดถึงผลกระทบในเวทีโลก และต้องถือว่า “สงครามยูเครน” เป็นสงครามใหญ่ของศตวรรษที่ 21

 

สงครามยูเครนเป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญว่า กองทัพรัสเซียจะจำกัดปฏิบัติการทางทหารอยู่เพียงในยูเครน หรือเมื่อถึงเวลาหนึ่ง รัสเซียอาจตัดสินใจโจมตีชาติสมาชิกของเนโต้ ซึ่งทำให้สงครามขยายตัว จนอาจกลายเป็น “สงครามของรัฐยุโรป” อันอาจนำไปสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ ภาวะเช่นนี้ ทำให้หลายรัฐในยุโรปมีคำชี้แนะให้ประชาชนในประเทศของตน เตรียมเสบียงเช่น อาหาร ยา และของใช้ที่จำเป็น หากประเทศของตนถูกโจมตี

 

ในอีกด้านของสงคราม เรายังคงเห็นสงครามอสมมาตรขนาดใหญ่คือ สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในกาซา อันเป็นผลจากการที่กลุ่มเปิดการโจมตีอิสราเอลในเดือนตุลาคม 2023 และนำไปสู่สงครามใหญ่อีกชุดในปัจจุบันระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

สงครามในอ่าวเปอร์เซียครั้งนี้ มีผลกระทบอย่างมากกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ของโลก เพราะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก จนทำให้เกิดปัญหา “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ของโลก พร้อมกับสร้าง “วิกฤตค่าครองชีพ” ให้กับผู้คนในหลายสังคม

 

สภาวะของสงครามใหญ่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงตรงกับปัญหา “การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีรัสเซียเป็นพันธมิตรหลัก และการแข่งขันนี้มีความเข้มข้นอย่างมากทั้งในยุโรปและในเอเชีย

 

การแข่งขันเช่นนี้ทับซ้อนด้วย “ภัยแบบไฮบริด” (Hybrid Threat) ที่กระทำผ่าน “การโจมตีทางไซเบอร์” อันจะส่งผลอย่างมากต่อ “โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง” (Critical Infrastructure) หรืออาจเรียกในอีกมุมหนึ่งว่าเป็นดัง “สงครามที่มองไม่เห็น” แต่มีผลกระทบอย่างมาก

 

ภัยแบบไฮบริดยังรวมถึงการใช้ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) เป็นเครื่องมือในการโจมตี อันอาจรวมถึงการสร้างข้อมูล ข่าวสารปลอมที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม หรือการกลับไปสู่วิธีการเดิมในการโจมตีรัฐในทางลับคือ “การก่อวินาศกรรม”

 

นอกเหนือจากสงครามแล้ว ภัยความมั่นคงที่สำคัญมาจากความเปลี่ยนแปลงของอากาศ ซึ่งยิ่งนานวันยิ่งมีความผันผวนมากขึ้น จนกลายเป็นสภาวะที่อากาศสร้างให้เกิด “วิกฤตภัยธรรมชาติ” ได้เช่น พายุใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ ดินถล่ม เป็นต้น และภัยเช่นนี้มีผลกับชีวิตของผู้คน

 

วิกฤตภัยธรรมชาติเช่นนี้ มีผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในหลายสังคมอย่างมาก ไม่ต่างจากสงครามที่กล่าวในข้างต้น จนบางทีภัยธรรมชาติกับภัยสงครามแทบไม่มีความต่างกัน เนื่องจากภัยหนึ่งมาจากธรรมชาติ อีกภัยหนึ่งมาจากการกระทำของมนุษย์ แต่ภัยทั้ง 2 แบบก็สร้างความเสียหายอย่างมากเช่นกัน และแนวโน้มของภัยธรรมชาติน่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

 

ภาพที่นำเสนอในข้างต้นเป็นแนวโน้มของสถานการณ์อย่างหยาบๆ แต่ภาพในลักษณะเช่นนี้ทำให้รัฐบาลในหลายประเทศในยุโรปที่เดิมได้เตือนให้ประชาชนเตรียมรับสถานการณ์ “สงครามรัสเซีย” แต่ตอนนี้ ภัยคุกคามมีลักษณะที่หลากหลาย อันทำให้รูปแบบการโจมตีอาจไม่ใช่การโจมตีทางทหารเท่านั้น แต่อาจเป็นการโจมตีแบบไฮบริด การก่อการร้าย หรือผลกระทบของวิกฤตอากาศต่อชีวิตของคนในสังคม

 

การเตรียมตัวของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลในหลายสังคมให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในยุโรป และรวมถึงญี่ปุ่น ที่ถือเอาเกณฑ์เดียวกันคือ “3 วัน” … ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประชาชนจะต้องอยู่ให้ได้ใน 3 วันแรก หลังจากนั้น ก็คาดหวังว่า รัฐบาลจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้

 

แต่ในบริบทของไทย ผลของภัยธรรมชาติทั้งในกรุงเทพฯ หรือในปราจีนบุรี เห็นได้ชัดว่า อาจจะต้องเตรียมถึง 30 วัน กว่ากลไกรัฐบาลจะเข้าไปได้จริง เพราะถ้า 3 วันในมาตรฐานยุโรป อดตายแน่นอนครับ (555) !

ข่าวล่าสุด