สำหรับวันนี้ไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาด คือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ข้อมูลการจ้างงาน และรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ โดยหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ดังกล่าว ออกมาดีกว่าคาด และสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ก็อาจยิ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและแนวโน้มเฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงมากขึ้น ทั้งนี้ ควรระวังการตีความข้อมูลการจ้างงาน
โดยรายงานยอดการจ้างงานอาจไม่สามารถสะท้อนภาวะการจ้างงานได้ดีนัก หลังการประท้วงหยุดงานของกลุ่มสหภาพยานยนต์ (UAW) เริ่มคลี่คลายลง ทำให้อาจมียอดการจ้างงานจากกลุ่มยานยนต์เพิ่มขึ้นหลายหมื่นราย ซึ่งเรายังคงแนะนำให้ จับตารายละเอียดของรายงานการจ้างงาน ในส่วนของ Household data และ Establishment data ว่ายังมีความไม่สอดคล้องกันพอสมควรหรือไม่ และยอดการจ้างงานในส่วนงาน Part-time ยังคงสูงขึ้น ในขณะที่ การจ้างงาน Full-time กลับลดลงต่อเนื่อง หรือไม่
ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด หลังจากที่ผลการประชุมเฟดล่าสุด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างลดโอกาสเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังคงมุมมองเดิมว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น จนถึงช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท และสกุลเงินฝั่งเอเชียโดยรวม อาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าอยู่บ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน (รอลุ้นว่านักลงทุนต่างชาติจะเดินหน้าซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยหรือไม่) ทว่า เงินบาทก็อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นไปมาก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ทำให้ หากเงินบาทมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ก็อาจต้องเป็นช่วงหลังตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว
ทั้งนี้ประเมินว่าก่อนรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เงินบาทอาจติดโซนแนวรับสำคัญแถว 35.80-35.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจรอจังหวะเข้าซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงเงินเยนญี่ปุ่น) หรือ ทยอยขายทำกำไรสถานะ Short USDTHB (มองเงินบาทแข็งค่า) ส่วนโซนแนวต้านของเงินบาทก็อาจยังเป็นโซน 36.05-36.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ (ราว 19.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย) จนไปถึง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ (ราว 21.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โดยความเสี่ยงสำคัญ คือ หากรายงานข้อมูลดังกล่าวออกมาดีกว่าคาด และสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง ก็อาจหนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่ยาก
โดยกดดันให้เงินบาทเสี่ยงที่จะอ่อนค่าทดสอบแนวต้านสำคัญแถว 36.30 บาทต่อดอลลาร์ (หากผ่านได้จะเจอโซน 36.50-36.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ) ในทางกลับกัน หากข้อมูลดังกล่าวออกมาตามคาด หรือ แย่กว่าคาด ก็อาจทำให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงต่อได้บ้าง แต่อาจไม่ได้ย่อตัวลงแรงหนัก ทำให้ เงินบาทสามารถแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับแถว 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีโซน 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นแนวรับสำคัญถัดไป
ในช่วงนี้ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินและสถานการณ์สงคราม ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.90-36.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯและประเมินกรอบเงินบาท 35.80-36.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ