ส่วนราคาทองคำ การปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) สามารถรีบาวด์ขึ้นใกล้ระดับ 1,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง อย่างไรก็ดี ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และความกังวลต่อสถานการณ์สงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาสที่ลดลง ก็เป็นปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อไปได้ง่ายนัก
สำหรับวันนี้หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ผลการประชุมเฟดล่าสุดไปแล้วนั้น ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจต่อ ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยมองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เลือกที่จะ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25% ทั้งนี้ ควรจับตาการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินจากผู้ว่าฯ BOE อย่างใกล้ชิด โดยถ้อยแถลงดังกล่าวก็อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของเงินปอนด์อังกฤษได้ (หากเงินปอนด์อ่อนค่าลงต่อ ก็อาจช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง)
นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินภาวะการจ้างงานในสหรัฐฯ ซึ่งเฟดยังคงมองว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยรวมยังมีความแข็งแกร่งอยู่ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทเทคฯ ใหญ่ อย่าง Apple ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินในช่วงนี้ได้เช่นกัน
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทนั้น บรรยากาศในตลาดการเงินที่กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) มากขึ้น อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทสามารถคงโมเมนตัมการแข็งค่าจากช่วงหลังรับรู้ผลการประชุมเฟดได้ ซึ่งต้องจับตา ทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติว่าจะทยอยกลับเข้ามาซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยได้หรือไม่ หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติยังมีทิศทางไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ดี หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง ก็อาจติดโซนแนวรับสำคัญแถว 35.80-35.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจรอจังหวะเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หรือ ทยอยขายทำกำไรสถานะ Short USDTHB (มองเงินบาทแข็งค่า)
ทั้งนี้ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม BOE เพราะแม้ว่า ตลาดจะคาดหวังว่า BOE จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากภาพเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงมากขึ้น แต่หาก BOE กลับมากังวลแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ อ่อนค่าลงได้บ้าง ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์ยังไม่สามารถอ่อนค่าลงได้ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เช่น ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเงินเยนญี่ปุ่น ควรระมัดระวังความผันผวนของค่าเงินเยนในช่วงนี้ หลังจากที่ล่าสุด ทางการญี่ปุ่นได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ค่าเงินเยนมีการอ่อนค่าต่อเนื่อง มากเกินไป ซึ่งการส่งสัญญาณดังกล่าว มักจะสอดคล้องกับการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น
โดยเราประเมินว่า หากเงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงต่อชัดเจน ทะลุระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์ขึ้นไป (ATR ใน time frame รายวัน ควรใกล้ถึงระดับ 2 เยนต่อดอลลาร์) ก็อาจเปิดโอกาสให้ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า ค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลงหนัก เกินปัจจัยพื้นฐานไปพอสมควร (undervalued) ทำให้เงินเยนมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 145 เยนต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปีนี้ และระดับ 135 เยนต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปีหน้าได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สามารถปรับตัวลดลงได้จริงตามคาด เนื่องจาก ทุกๆ การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ราว 10bps จะช่วยหนุนให้ เงินเยนสามารถแข็งค่าขึ้นได้ราว 1% (หากให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น คงที่)
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินและสถานการณ์สงคราม ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้งมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.85-36.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ