นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่า มองกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 34.40 - 34.90 บาทต่อดอลลาร์ คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัว sideway ในกรอบเดิม หลังจากรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก อย่าง เฟด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ ) ไปแล้ว
อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ โดประเมินว่า หาก BOE ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ก็อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้บ้างและพอจะช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท
นอกจากนี้ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังล่าสุด นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสินทรัพย์ไทยอีกครั้ง ทั้งนี้ อีกปัจจัยสำคัญ คือ ทิศทางเงินหยวนจีน ก็มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากผู้เล่นในตลาดตอบรับการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน (PBOC) และแนวโน้มการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีนในเชิงบวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้การอ่อนค่าเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด แต่การแข็งค่าของเงินบาทก็ยังไม่สามารถแข็งค่าหลุดระดับ 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าต่างก็รอทยอยซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะดังกล่าว ทำให้เราคงมองว่าโซนดังกล่าวจะยังคงเป็นแนวรับของเงินบาทได้ในช่วงนี้
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาท
- ส่วนของปัจจัยภายนอกนั้น เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งต้องรอลุ้นผลการประชุมของอีกหนึ่งธนาคารกลางหลักที่สำคัญ อย่าง BOE และรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ ยุโรปและจีน
สำหรับปัจจัยในประเทศ เรามองว่า รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในเดือนพฤษภาคม จะเป็นปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดรอติดตาม
ขณะที่สหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนมิถุนายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน
นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดรอประเมินทิศทางนโยบายการเงินเฟดผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส
ส่วนยุโรปไฮไลท์สำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ ( BOE) และรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ในเดือนพฤษภา คม ซึ่งตลาดมองว่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก จะเป็นปัจจัยหนุนให้ BOE เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และยังส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกหลายครั้งเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อสูง
ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะเดินหน้าส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหรือไม่ โดยตลาดมองว่า PBOC อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ลงอย่างน้อย -10bps สำหรับ LPR ระยะ 1 ปี และอาจลดมากกว่า -10bps สำหรับ LPR ระยะ 5 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคอสังหาฯ
ขณะที่ไทย ข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ คือ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีโอกาสที่จะยังคงเห็นการหดตัวต่อเนื่องของยอดการส่งออกไทย ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า
รายงานข่าวจากธนาคารกสิกรไทยแจ้งว่า คาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.40-34.90 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สุนทรพจน์ของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์การเมืองและตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ค.ของไทย
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน มิ.ย. ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านมือสองเดือน พ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOE การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ของธนาคารกลางจีน และข้อมูล PMI เบื้องต้นสำหรับเดือน มิ.ย. ของยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐ ด้วยเช่นกัน