เนชั่นทีวี

Business thai

ดอกเบี้ยไทยขึ้นต่อไหม ! หลังเฟดส่งสัญญาณไม่หยุดสกัดเงินเฟ้อ

17 มิ.ย. 2566 | sukanya_san

ดอกเบี้ยไทยขึ้นต่อไหม ! หลังเฟดส่งสัญญาณไม่หยุดสกัดเงินเฟ้อ

แบงก์กรุงศรีอยุธยาประเมินเงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 34.35-34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตลาดคาดหวังจีนคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  ส่วนดอกเบี้ยไทยมีโอกาสปรับขึ้นต่อไหม หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งช่วงที่เหลือของปีนี้

น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ Nation Online ว่า ทิศทางดอกเบี้ยของไทย หลังจากธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่า  ประเมินดอกเบี้ยไทยปรับขึ้นต่อ  หลังท่าทีล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศ ไทย(ธปท.) สะท้อนว่าต้องการขึ้นต่อ  จากเดิมคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.อาจหยุดพักขึ้นดอกเบี้ยไว้ที่ 2%

โดยให้เหตุผลว่าเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงด้านสูง และกนง.อาจต้องการสร้าง policy space หรือขีดความสามารถในการปรับนโยบายสำหรับอนาคต

ดังนั้นมองว่ามีโอกาสสูงที่กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยอีกระยะหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสไปที่ 2.25% หรือขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าเศรษฐ กิจยังพอไปได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่จีนฟื้นค่อนข้างช้า และมีความไม่แน่ นอนช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทย

สำหรับค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 34.35-34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตลาดคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากจีน

ส่วนการคงดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟด หลังจากขึ้นมา 10 รอบการประชุมติดต่อกัน ทำให้ตลาดรอฟังความเห็นจากเจ้าหน้าที่เฟดและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพราะแม้ค่ากลางของประมาณการดอกเบี้ยนโยบาย (dot plot) ที่เฟดเปิดเผยล่าสุดบ่งชี้ว่าอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้

แต่การคาดการณ์ของตลาดจะปรับเปลี่ยนไปตามตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ นอกจากนี้ติดตามมีความเห็นจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด  แถลงนโยบายต่อสภา (congressional testimony)

สำหรับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาค 1 มิ.ย.-16 มิ.ย. (ตั้งแต่ม.ค.-พ.ค.) พบว่า วอน-เกาหลีใต้แข็ง 4.24% รองลงมาเป็น ดอลลาร์-สิงคโปร์  1.07% รูปี-อินเดีย 0.96% เปโซ-ฟิลิปปินส์  0.61% บาท-ไทย 0.39%  รูเปียห์-อินโดนีเซีย 0.32% ดอลลาร์-ไต้หวัน 0.18%  ยกเว้นหยวน-จีนอ่อนค่า 0.22% ดอง-เวียดนาม  0.67% และริงกิต-มาเลเซีย 4% 

โดยบาทแข็งค่าอยู่ในระดับกลางๆ แกว่งตัวออกด้านข้างลักษณะย่ำฐาน ส่วนเงินหยวนของจีนอ่อนค่าสุดในภูมิภาค  อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 1 มิ.ย.-16 มิ.ย. ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 4.1 พันล้านบาท ขณะที่ยอดขายสุทธิในตลาดพันธบัตรอยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่มองกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 34.40 - 34.90 บาทต่อดอลลาร์ คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัว sideway ในกรอบเดิม หลังจากรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก อย่าง เฟด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ ) ไปแล้ว

อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ โดประเมินว่า หาก BOE ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ก็อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้บ้างและพอจะช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

นอกจากนี้ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังล่าสุด นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสินทรัพย์ไทยอีกครั้ง ทั้งนี้ อีกปัจจัยสำคัญ คือ ทิศทางเงินหยวนจีน ก็มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากผู้เล่นในตลาดตอบรับการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน (PBOC) และแนวโน้มการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีนในเชิงบวกมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม แม้การอ่อนค่าเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด แต่การแข็งค่าของเงินบาทก็ยังไม่สามารถแข็งค่าหลุดระดับ 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าต่างก็รอทยอยซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะดังกล่าว ทำให้เราคงมองว่าโซนดังกล่าวจะยังคงเป็นแนวรับของเงินบาทได้ในช่วงนี้ 

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาท 

ส่วนของปัจจัยภายนอกนั้น เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งต้องรอลุ้นผลการประชุมของอีกหนึ่งธนาคารกลางหลักที่สำคัญ อย่าง BOE และรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ ยุโรปและจีน

สำหรับปัจจัยในประเทศ เรามองว่า รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในเดือนพฤษภาคม จะเป็นปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดรอติดตาม 

ขณะที่สหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนมิถุนายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน

นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดรอประเมินทิศทางนโยบายการเงินเฟดผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส
 
ส่วนยุโรปไฮไลท์สำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ ( BOE) และรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ในเดือนพฤษภา คม ซึ่งตลาดมองว่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก จะเป็นปัจจัยหนุนให้ BOE เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และยังส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกหลายครั้งเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อสูง

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะเดินหน้าส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหรือไม่ โดยตลาดมองว่า PBOC อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ลงอย่างน้อย -10bps สำหรับ LPR ระยะ 1 ปี และอาจลดมากกว่า -10bps สำหรับ LPR ระยะ 5 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคอสังหาฯ 

ขณะที่ไทย ข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ คือ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีโอกาสที่จะยังคงเห็นการหดตัวต่อเนื่องของยอดการส่งออกไทย ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า

รายงานข่าวจากธนาคารกสิกรไทยแจ้งว่า คาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.40-34.90 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สุนทรพจน์ของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์การเมืองและตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ค.ของไทย

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน มิ.ย. ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านมือสองเดือน พ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOE การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ของธนาคารกลางจีน และข้อมูล PMI เบื้องต้นสำหรับเดือน มิ.ย. ของยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐ ด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด