นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่า มองกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 34.25 - 34.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยเราคาดว่า เงินบาทมีโอกาสผันผวนในกรอบกว้าง เนื่องจากจะเป็นสัปดาห์ที่ผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ เฟด รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่างอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม
นอกจากนี้ค่าเงินบาทอาจผันผวนไปตามทิศทางของค่าเงินหยวนจีน ซึ่งตลาดก็จะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนและแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน
อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าลักษณะ (sideway down สำหรับ USDTHB) โดยโมเมนตัมฝั่งอ่อนค่าของเงินบาทได้แผ่วลงชัดเจน หลังเงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.90 บาทต่อดอลลาร์ไปได้ไกล
ขณะที่แรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติก็ชะลอลงชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่าน แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะสั้นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้การอ่อนค่าเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด แต่การแข็งค่าของเงินบาทก็ยังไม่สามารถแข็งค่าหลุดระดับ 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าต่างก็รอทยอยซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะดังกล่าว ทำให้เราคงมองว่าโซนดังกล่าวจะยังคงเป็นแนวรับของเงินบาทได้ในช่วงนี้ แต่หากเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ (ซึ่งต้องรอลุ้นผลการประชุมเฟด) เรามองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อสู่โซน 34.25 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาท
- ในส่วนของปัจจัยภายนอกนั้น เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งต้องรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก อาทิ เฟด, ECB และ BOJ รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ และจีน
- ปัจจัยในประเทศ เรามองว่าความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลอาจยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อ ทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของโฟลว์หุ้น
ไฮไลท์ ข้อมูลเศรษฐกิจ
- ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินเฟดผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึง ผลการประชุม FOMC ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจต่อการปรับประมาณการเศรษฐกิจ รวมถึงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ นอกจากนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดค้าปลีก รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน
- ยุโรป ไฮไลท์สำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตลาดคาดว่า ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
- เอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ตลาดจะรอลุ้นว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะส่งใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหรือไม่ โดยตลาดมองว่า PBOC อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ลง 10bps และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งจีน ตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจเริ่มมีการส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าไว้ที่ระดับ 34.30-34.90 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงิน dot plots และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ของเฟด (13-14 มิ.ย.) ผลการประชุม ECB (15 มิ.ย.) และ BOJ (15-16 มิ.ย.) สถานการณ์การเมืองไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ค. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ดัชนีความเชื่อมั่นและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองของผู้บริโภคเดือน มิ.ย.
นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรด้วยเช่นกัน