เนชั่นทีวี

Business thai

เฟดคงดอกเบี้ยชี้ชะตา "ตลาดเงิน-ตลาดทุน" โลก

11 มิ.ย. 2566 | sukanya_san

เฟดคงดอกเบี้ยชี้ชะตา "ตลาดเงิน-ตลาดทุน" โลก

แบงก์กรุงศรีอยุธยามองเงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 34.30-34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตลาดรอดูผลการประชุมเฟดวันที่ 14 มิ.ย.นี้ จะคงดอกเบี้ย หรือขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือไม่ หลังจากขึ้นดอกเบี้ย 10 ครั้งติดต่อกัน กรุงไทยคาดเงินบาทผันผวน ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน

น.ส. รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ Nation Online ว่า  ค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 34.30-34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  ตลาดติดตามดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพ.ค.ของสหรัฐฯ คาดอยู่ที่ระดับ 4.1%

สำหรับผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดวันที่ 14 มิ.ย. คาดคงดอกเบี้ยที่ 5-5.25% หลังขึ้นดอกเบี้ย 10 ครั้งติดต่อกัน  แต่หากเฟดเซอร์ไพรส์ตลาดขึ้นดอกเบี้ย จะกระชากเงินไหลออกจากตลาดเงิน-ตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ตลาดจะรอดูประมาณการดอกเบี้ยโดยเจ้าหน้าที่เฟด (dot plot) รวมถึงโทนการสื่อสาร เพื่อประเมินว่าในเดือนก.ค.เฟดจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่  รวมถึงยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ผลประชุมธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น  ถือว่าเป็นสัปดาห์ที่มีปัจจัยสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินได้มากมาย

ส่วนการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคตั้งแต่ 1 มิ.ย.-9 มิ.ย. พบว่า วอน-เกาหลีใต้แข็ง 2.43% รองลงมาเป็น รูเปียห์-อินโดนีเซีย 0.91% ดอล ลาร์-สิงคโปร์  0.63% บาท-ไทย 0.52%  รูปี-อินเดีย 0.34% เปโซ-ฟิลิปปินส์  0.25% ริงกิต-มาเลเซีย 0.03%  ดอง-เวียดนาม  0.01%ยกเว้น ดอลลาร์-ไต้หวัน   0.04% หยวน-จีน 0.20%

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.ถึงปัจจุบันต่างชาติขายหุ้น 900 ล้านบาท และ และพันธบัตรไทยขายสุทธิ 5.1 พันล้านบาท  

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่า มองกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 34.25 - 34.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยเราคาดว่า เงินบาทมีโอกาสผันผวนในกรอบกว้าง เนื่องจากจะเป็นสัปดาห์ที่ผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ เฟด รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่างอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม

นอกจากนี้ค่าเงินบาทอาจผันผวนไปตามทิศทางของค่าเงินหยวนจีน ซึ่งตลาดก็จะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนและแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน

อย่างไรก็ดี  เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าลักษณะ (sideway down สำหรับ USDTHB) โดยโมเมนตัมฝั่งอ่อนค่าของเงินบาทได้แผ่วลงชัดเจน หลังเงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.90 บาทต่อดอลลาร์ไปได้ไกล

ขณะที่แรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติก็ชะลอลงชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่าน แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะสั้นนี้

อย่างไรก็ตาม  แม้การอ่อนค่าเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด แต่การแข็งค่าของเงินบาทก็ยังไม่สามารถแข็งค่าหลุดระดับ 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าต่างก็รอทยอยซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะดังกล่าว ทำให้เราคงมองว่าโซนดังกล่าวจะยังคงเป็นแนวรับของเงินบาทได้ในช่วงนี้ แต่หากเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ (ซึ่งต้องรอลุ้นผลการประชุมเฟด) เรามองว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อสู่โซน 34.25 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาท 

- ในส่วนของปัจจัยภายนอกนั้น เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งต้องรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก อาทิ เฟด, ECB และ BOJ รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ และจีน

- ปัจจัยในประเทศ เรามองว่าความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลอาจยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อ ทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของโฟลว์หุ้น 

ไฮไลท์ ข้อมูลเศรษฐกิจ

- ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินเฟดผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึง ผลการประชุม FOMC ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจต่อการปรับประมาณการเศรษฐกิจ รวมถึงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ นอกจากนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดค้าปลีก รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน
 
- ยุโรป ไฮไลท์สำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตลาดคาดว่า ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

- เอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ตลาดจะรอลุ้นว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะส่งใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหรือไม่ โดยตลาดมองว่า PBOC อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ลง 10bps และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งจีน ตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจเริ่มมีการส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าไว้ที่ระดับ 34.30-34.90 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงิน dot plots และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ ของเฟด (13-14 มิ.ย.) ผลการประชุม ECB (15 มิ.ย.) และ BOJ (15-16 มิ.ย.) สถานการณ์การเมืองไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ค. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ดัชนีความเชื่อมั่นและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองของผู้บริโภคเดือน มิ.ย.

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรด้วยเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด