เนชั่นทีวี

Business thai

ไม่สนแรงกดดัน! กนง. มีมติคงดอกเบี้ย 2.5% มองเศรษฐกิจไทยโตช้ากว่าคาด

07 ก.พ. 2567 | thanita_boo

ไม่สนแรงกดดัน! กนง. มีมติคงดอกเบี้ย 2.5% มองเศรษฐกิจไทยโตช้ากว่าคาด

กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ 2.50% โดยมองว่าเศรษฐกิจปี67 มีทิศทางชะลอตัวกว่าคาด จากภาคส่งออกที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัว

7 กุมภาพันธ์ 2567 นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี โดย 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากภาคการส่งออกและการผลิต เนื่องจากอุปสงค์โลกและเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ารวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างกระทบการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวมากกว่าที่ประเมินไว้ แต่อุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่องและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ด้านอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ โดยมีแนวโน้มทยอยเพิ่มขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ 

เศรษฐกิจไทยชะลอตัว

คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากแรงส่งจากภาคต่างประเทศที่น้อยลงและผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง แต่การบริโภคยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว กรรมการส่วนใหญ่

จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

เศรษฐกิจไทยในปลายปี 2566 ขยายตัวชะลอลงกว่าคาดจากการส่งออกสินค้าและการผลิตที่ฟื้นตัวช้าตามภาวะการค้าโลกและสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำให้รายรับต่อคนน้อยกว่าในอดีต และการลงทุนภาครัฐที่ลดลงในช่วงที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีล่าช้า 

แรงส่งทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายปี 2566 ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 ปรับลดลงและคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5-3โดยการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ 

ขณะที่การส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งจากอุปสงค์โลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด มองไปข้างหน้า ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะเป็นอุปสรรคมากขึ้น หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับลดลงกว่าที่ประเมินไว้จากปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งราคาอาหารสดและราคาพลังงาน รวมทั้งการขยายมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ 

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันไม่ได้บ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอ โดยราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้างแต่สะท้อนปัจจัยเฉพาะในบางกลุ่มสินค้า และหากหักผลของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงเป็นบวก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 มีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำใกล้เคียงร้อยละ 1ก่อนที่จะทยอยเพิ่มขึ้นในปีหน้า 

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงเดิมทั้งนี้ ยังต้องติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ 

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง สำหรับการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้โดยรวมยังดำเนินการได้ตามปกติแม้มีผู้ออกตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงบางรายระดมทุนทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน (rollover) ได้ไม่เต็มจำนวน 

คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสินเชื่อของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่รายได้ยังฟื้นตัวช้า โดยสนับสนุนนโยบายของ ธปท. ที่ผลักดันให้สถาบันการเงิน ดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) 

ภาวะการเงินโดยรวมทรงตัว ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านธนาคารพาณิชย์และตลาด
ตราสารหนี้ใกล้เคียงเดิม ภาคธุรกิจและครัวเรือนโดยรวมยังได้รับสินเชื่อใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อลดลงเล็กน้อยจากการชำระคืนหนี้เป็นหลัก 

ผู้ประกอบการในภาพรวมยังสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ แม้การฟื้นตัวของรายได้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต้นทุนวัตถุดิบอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในบางอุตสาหกรรมอาจเผชิญภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวตามความระมัดระวังของสถาบันการเงิน ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 อ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาค ตามการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นสำคัญ

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ประเมินว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงเป็นผลมาจากปัจจัยต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้าง 

ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีแรงส่งต่อเนื่องและอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยเพิ่มขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าจากปัจจัยวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

"นายกฯ" ยันรัฐบาลเคารพไม่ก้าวก่ายแต่ค้านมติ

ขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ก็ต้องน้อมรับ เป็นหน้าที่ของ กนง. รัฐบาลไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายอะไร หน้าที่ของตน คือให้ข้อคิดเห็นในฝ่ายรัฐบาลว่าควรทำอย่างไรบ้าง ความเดือดร้อนของประชาชนอยู่ตรงไหน จะไปก้าวก่ายไม่ได้ แต่ผลโหวตออกมาอย่างนั้น รัฐบาลคงไปก้าวก่ายไม่ได้ ถามว่าเห็นด้วยไหม ก็ไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายอยู่แล้ว

 

"ทาง กนง. มีความเป็นอิสระ ในแง่ของการดำเนินนโยบายการเงิน แต่ว่าเราเอง เราก็อยากเห็น อย่างที่ผมบอกไปเมื่อวานนี้ และที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ บอกไปเมื่อวานนี้ เราอยากเห็นนโยบายการเงินการคลังไปด้วยกัน และขณะนี้เงินเฟ้อก็ติดลบ 4 เดือนแล้ว" นายกฯ กล่าว  

 

เมื่อถามว่า นายกฯ ยังมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะสามารถฝ่าวิกฤตความเห็นต่างไปได้ นายเศรษฐา ระบุว่า ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญในสังคมไทย เมื่อเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีประชาชนให้การสนับสนุน ความเห็นต่างเป็นเรื่องที่สังคมต้องยอมรับได้ ความเห็นต่างเป็นเรื่องที่ต้องบริหารความคาดหวังซึ่งกันและกัน ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่ก้าวร้าวซึ่งกันและกัน ต้องบริหารกันไป

เมื่อถามว่า รู้สึกเหมือนถูกบีบให้ถอยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้นเป็นหน้าที่ ที่ต้องบริหารจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว 

ส่วนผลของการประชุมในครั้งนี้ที่ไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ยังคาดหวังว่าการประชุมในครั้งหน้าจะลดได้อีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูตัวเลขไปเรื่อยๆ ตนก็ไม่ได้มีธงว่าจะต้องลด เพราะมีตัวเลขออกมาตลอดเวลา ถ้าตัวเลขบ่งชี้ว่าไม่จำเป็นต้องลด ตนก็จะออกมาบอกในความคิดเห็นของตนในการเห็นต่าง หรือเห็นด้วย หรือเห็นสมควร หรือว่าต้องมีการโน้มน้าวหรือต้องมีการพูดคุยก็ต้องทำต่อไป

เมื่อถามว่า ความเห็นต่างระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติจะทำให้มีอุปสรรคในการเดินหน้าบริหารนโยบายต่อไปหรือไม่ นายเศรษฐา ระบุว่า มีอุปสรรค ก็ต้องแก้ไขกันไปทุก ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องปัญหายาเสพติด เรื่องความปลอดภัยสาธารณะ เรื่องฝุ่น PM2.5 อยู่ตรงนี้แล้ว

 

"เราถูกเลือกมาแล้วเป็นตัวแทนของประชาชน เราถูกเลือกมาให้ดูแลปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ละปัญหามีความยากง่ายต่างกันไป ก็พยายามต่อไป ไม่ได้เสียกำลังใจ ไม่ได้ท้อถอย เมื่อมายืนตรงนี้แล้วความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่เราต้องดูแล ดังนั้นเมื่อมีความเห็นต่างก็ต้องพูดคุยกัน" นายเศรษฐา ระบุ

ข่าวล่าสุด