ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ
เมื่อแบงก์ชาติประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สถาบันการเงินต่าง ๆ จะทยอยปรับขึ้น 1. ดอกเบี้ยเงินฝาก และ 2. ดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี การปรับดอกเบี้ยของสถาบันการเงินอาจไม่เท่ากันกับการปรับดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากสถาบันการเงินต้องพิจารณาต้นทุนอื่น ๆ และการแข่งขันกับสถาบันการเงินคู่แข่งด้วย
เป็นธรรมดาที่เมื่อผลตอบแทนสูงขึ้น บางคนก็เลือกที่จะเก็บออมมากขึ้น จึงนำเงินมาฝากสถาบันการเงินมากขึ้นทำให้เหลือเงินที่จะไปจับจ่ายซื้อของหรือลงทุนน้อยลง คนที่มีแผนกำลังจะกู้เงินก็อาจชะลอออกไปก่อน ขณะที่คนเป็นหนี้ก็อาจมีภาระเพิ่มขึ้นและเมื่อใช้หนี้แล้วจะเหลือกำลังซื้อน้อยกว่าที่เคย
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอาจต้องคิดดี ๆ อีกครั้งก่อนลงทุนเพิ่มหรือขยายกิจการ เพราะการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น จึงอาจชะลอหรือปรับลดการลงทุนลง ด้านการผลิตก็จะปรับลดลงด้วยเพราะคาดว่ากำลังซื้อของคนจะลดลง
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้อุปสงค์ภาพรวมของทั้งระบบลดลง จึงช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและความร้อนแรงของเศรษฐกิจลงได้
ย้อนสถิติแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ย
หากย้อนดูสถิติในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด จากอัตราดอกเบี้ย 0.50% จนล่าสุดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.50%
- 10 ส.ค. 65 ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% จาก 0.50% เป็น 0.75%
- 28 ก.ย. 65 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 0.75% เป็น 1.00%
- 30 พ.ย. 65 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.00% เป็น 1.25%
- 25 ม.ค. 66 ขึ้นดอกเบี้ยต่อ 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.50%
- 29 มี.ค. 66 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75%
- 31 พ.ค. 66 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.75% เป็น 2.00%
- 2 ส.ค. 66 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 2.00% เป็น 2.25%
- 27 ก.ย. 66 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.50%
- 29 พ.ย. 66 คงอัตราดอกเบี้ย 2.50%
สำหรับการคงดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในรอบล่าสุด สะท้อนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยที่ประชุม กนง. ให้เหตุผลการคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.50% ไว้ว่า “เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย
โดยอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งการประชุม กนง. รอบถัดไป จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ก.พ. 2567
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)