สภาพัฒน์ฯ และ สำนักงบประมาณประมาณการว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะอยู่ที่ 19,421,600 ล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 ภาระผูกพันจากการใช้จ่ายเงินตามมาตรา 28 ของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33.5% ของงบประมาณรายจ่าย และ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 วงเงินคงเหลือตามมาตรา 28 ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2567 อาจมีการพิจารณาปรับลดกรอบอัตรายอดคงค้างจาก 32% เป็น 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มอีกมากกว่า 500,000 ล้านบาทเพื่อมาดำเนินนโยบายแจกเงิน Digital Wallet งบประมาณจะขาดดุลมากกว่า 1.093 ล้านล้านบาท
แม้นรัฐบาลใหม่จะกู้เงินเพื่อทำงบขาดดุลเพิ่มอาจยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอยู่แต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงฐานะทางการคลัง ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ได้กำหนดตัวชี้วัด ดังนี้
(1) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต้องไม่เกินร้อยละ 60 ต่อมาหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ในปี 2564 หนี้สาธารณะจึงเกือบจะทะลุเพดาน ส่งผลให้คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังออกประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จากเดิมไม่เกินร้อยละ 60 เพิ่มเป็นไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP มีผลบังคับใช้วันที่ 20 กันยายน 2564 อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือแทบไม่เติบโตเลย จะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 70% ได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลยังจัดทำงบประมาณขาดดุลปีละไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
(2) สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 (ขยายสัดส่วนตอนวิกฤติเศรษฐกิจโควิด) หากทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มมากกว่า 1.093 เทียบกับ งบประมาณ 2567 จะอยู่ที่ร้อยละ 32.6% ยังไม่ทะลุ 35% แต่เฉียดฉิวที่จะไม่เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังข้อนี้ เพราะในภาวะปรกติสัดส่วนนี้ต้องควบคุมให้อยู่ที่สัดส่วนประมาณ 30-32% เท่านั้น
(3) สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ต้องไม่เกินร้อยละ 10 (4) สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการต้องไม่เกินร้อยละ 5 ส่วนกรอบวินัยการเงินการคลังข้อ 3 และ ข้อ 4 นั้นประเทศไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
พื้นที่ทางการคลังจากเพดานการก่อหนี้สาธารณะ พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ เดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ที่ 61.63% ยังคงมีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือจากเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท หมายความว่า รัฐบาลจะก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกได้ไม่เกิน 1.5 ล้านล้านบาท หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายมีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะทะลุ 70% ของจีดีพีได้
หนี้สาธารณะก้อนนี้ยังไม่รวมภาระผูกพันทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นอีกจำนวนไม่น้อยจากโครงการต่างๆของรัฐบาลรวมทั้งความเสียหายทางการเงินจากใช้มาตรการกึ่งการคลังผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ สถานการณ์หนี้สาธารณะของไทยภาพรวมยังอยู่ในภาวะที่ต้องบริหารจัดการด้วยความระมัดระวัง ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาล เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้ที่ไม่ควรเกิน 10% ในปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 8.5% ทำให้เหลือพื้นที่อีกประมาณ 1.5% เท่านั้น
ดังนั้นการดำเนินนโยบายที่จะสร้างภาระการคลังภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เม็ดเงินที่รัฐบาลใหม่จะหยิบไปใช้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง บวกงบกลาง และงบสำรองจ่าย มีอยู่แบบจำกัด เนื่องจากรัฐบาลประยุทธ์สร้างภาระผูกพันงบประมาณไว้ล่วงหน้าจำนวนไม่น้อย
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า การปรับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเมื่อปี พ.ศ. 2564 จะส่งผลกระทบก็ต่อเมื่อรัฐบาลนำเงินไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพและไม่คำนึงถึงกรอบความยั่งยืนทางการคลัง และ ยังคงทำงบประมาณขาดดุลสูงอย่างต่อเนื่อง หากการก่อหนี้สาธารณะนำไปใช้ให้เกิดการจ้างงาน ให้เกิดโครงการเสริมความสามารถของเศรษฐกิจไทยในอนาคตให้ดีขึ้น ให้มีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น ก็จะไม่เกิดปัญหา
เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจเติบโต GDP เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 น้อยลงไปด้วยตามสัดส่วน การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะถือเป็นเรื่องจำเป็นหลังวิกฤติโควิด สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องทำให้เกิดการจ้างงานและลงทุน
โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่อเนื่องให้ประเทศมีความสามารถในการหารายได้ ไม่ใช่แค่แจกเงิน การเยียวยาผ่านโครงการต่าง ๆก็มีความจำเป็นน้อยลงในขณะนี้ เพราะเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้น และ ผู้คนกลับไปมีรายได้มีงานทำสู่ภาวะปรกติแล้วในหลายธุรกิจอุตสาหกรรม บางกิจการ เช่น ภาคการท่องเที่ยว เกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานด้วยซ้ำไป
สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP นั้นสามารถเป็นตัวชี้วัดได้เพียงว่าหากหนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูง จะส่งผลให้ประเทศมีความเสี่ยงในการชำระหนี้สูงขึ้นเท่านั้น อาจส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นจากความเสี่ยงในการได้รับชำระหนี้คืน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขหนี้สาธารณะตอนนี้ยังไม่ได้บ่งชี้ว่า ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายใดๆในอนาคตอันใกล้ รัฐสามารถใช้เงินมากขึ้นได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเศรษฐกิจซบเซา ตามหลักการสำคัญของนโยบายการคลังที่ว่ารัฐต้องใช้เงินแบบสวนทางวัฏจักรเศรษฐกิจ (Countercyclical)
ขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องจึงไม่มีความจำเป็นใดๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจแรงๆ และ ทำให้เกิดการสะสมความเสี่ยงต่อปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางการเงินการคลังเพิ่มขึ้น
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลใหม่สามารถทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 5-6% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำให้ความเสี่ยงฐานะการคลังลดลง
กรณีการเดินหน้านโยบายโอนเงินผ่านดิจิทัล วอลเลต Digital Wallet จำนวน 10,000 บาทให้ประชาชนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป เป็นระยะเวลา 6 เดือน ประมาณ 50 ล้านคนนั้นถือเป็นนโยบายแจกเงินให้กับประชาชนโดยตรง มีความจำเป็นต้องทบทวน เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติแต่อย่างใด
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ แม้นไม่สูงไม่เต็มศักยภาพ แต่ก็น่าจะขยายตัวได้อย่างต่ำ 3.5-3.6% เป็นอย่างน้อย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 2.6% อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพก็ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา การใช้เงินจำนวนมากเพื่อแจกเงินให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 16 ปี เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลในทางเศรษฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายสาธารณะแต่อย่างใด
หากจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรใช้มาตรการอื่นแทนที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงทางการคลังและมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากกว่า การโอนเงินหรือแจกเงิน เป็น มาตรการ Income Transfer ควรมุ่งไปที่ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย หรือ ใช้บรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินให้เป็นการทั่วไป หากจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ใช้มาตรการ Negative Income Tax (NIT) จะดีกว่า หากมีเป้าหมายต้องการให้เป็นการทั่วไปทุกคน
สำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลาง รายได้สูง หรือ นักธุรกิจหรือมหาเศรษฐีทั้งหลาย ลดภาษีให้ตรงๆจะเหมาะสมกว่า เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน สิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น แหล่งที่มาของงบประมาณเพื่อรองรับมาตรการ Negative Income Tax (NIT) คือ การลดและเลิกโครงการที่มีลักษณะประชานิยมที่มิได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนจน
การนำฐานข้อมูลจาก NIT ไปปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณทางด้านสวัสดิการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย ประโยชน์สำคัญของมาตรการ NIT คือ การวางระบบฐานข้อมูลและพัฒนากลไกนอกระบบทางการเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งแม้ว่ามาตรการ NIT จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็มีข้อดีที่สำคัญ คือ เป็นการสร้างผลตอบแทนการทำงานให้แก่ผู้มีเงินได้ จึงจูงใจให้บุคคลพึ่งพาตนเองได้มากกว่าการรอรับสวัสดิการอย่างเดียว ต้นทุนในการบริหารจัดการ (Administrative Cost) ต่ำ ช่วยขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ จะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณไปได้มหาศาลที่เอาเงินไปแจกให้ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยหรือชนชั้นกลางที่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ได้ดีกว่าการแจกเงินครั้งเดียว
"ดร. อนุสรณ์" กล่าวอีกว่า แม้นจะมีการออกแบบให้ปิดจุดอ่อนการแจกเงินแบบเดิมแต่ก็ยังไม่เห็นความจำเป็นในการแจกเงินให้คนรวยอยู่ดี ตัวนโยบาย Digital Wallet ได้ออกแบบให้ใช้ Token หรือ Digital Coin ในชุมชนรัศมี 4 กิโลเมตร ทำให้แก้ปัญหารับเงินโอนจากรัฐแล้วเอาไปซื้อสินค้าในเครือข่ายห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เม็ดเงินไม่กระจายมายังธุรกิจขนาดย่อมขนาดเล็ก
การกำหนดรัศมีในการใช้ Token ทำให้ผลประโยชน์จากการใช้พุ่งตรงไปที่เครือข่ายร้านค้าชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงานสาธารณะได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังสามารถใช้แอพลิเคชันในการหางานทำในชุมชน สามารถใช้แอพลิเคชันในการค้นหาหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆเพื่อ Upskill Reskill และ สร้างทักษะความสามารถใหม่ New skill ได้ ระบบดิจิทัลผ่านแอพลิเคชันทำให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย กำกับประสิทธิภาพและประเมินผลนโยบายได้ดียิ่งขึ้น การออกแบบวิธีการแจกเงินแบบนี้ ย่อมมีผลดีและกระตุ้นเศรษฐกิจดีกว่าการแจกเงินแบบรัฐบาลประยุทธ์
อย่างไรก็ตาม นโยบาย Digital Wallet นี้ควรใช้ตอนปี พ.ศ. 2563-2564 ไม่ใช่เวลานี้ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง การเดินหน้านโยบายนี้จึงเป็นเรื่องการทำตามนโยบายที่ประกาศเอาไว้ เป็นการรักษาสัญญา แต่สัญญาบางอย่างต้องทบทวนได้หากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์แล้ว
แม้น Digital Wallet อยู่บนฐานคิดการกำหนดนโยบายจากฐานเรื่องสิทธิของประชาชนอันเป็นส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย มากกว่า ฐานคิดแบบสังคมสงเคราะห์ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมอุปถัมภ์ ข้อควรระวังของนโยบายลักษณะโอนเงินหรือแจกเงิน ก็คือ ข้อจำกัดของโครงสร้างงบประมาณ ค่อนข้างมั่นใจว่า หากเดินหน้าทำตามนโยบายทันที ต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอย่างแน่นอน
ซึ่งจะทำให้การขาดดุลงบประมาณปี 2567 เพิ่มทะลุ 1 ล้านล้านบาท หากเศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้า ไม่สามารถจัดเก็บภาษีมาสนับสนุนได้มากพอและต้องก่อหนี้อาจเกิดความเสี่ยงทางการคลังได้ เนื่องจากนโยบายดิจิทัล วอตเลทเป็นมาตรการที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณสูงกว่า 5 แสนล้านบาท
มาตรการนี้ประสบความสำเร็จโดยมีเงื่อนไขว่า อัตราความโน้มเอียงในการบริโภคของครอบครัวที่มีรายได้น้อยอยู่ที่ประมาณ 0.7 และ ตัวทวีคูณทางการคลังอยู่ที่ 6 เท่า ก็จะทำให้มูลค่าจีดีพีเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านล้านบาท (กรณีโอนเงิน 5,000 บาท) และ เพิ่มขึ้น 3 ล้านล้านบาท (กรณีโอนเงิน 10,000 บาท) ทำให้การตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตเต็มศักยภาพที่ระดับ 5-6% มีความเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องพยายามเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เพิ่มให้ได้อย่างน้อย 2 แสนล้านบาทและภาษีอื่นๆอีกอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาท จึงทำให้การที่กู้เงินจำนวนมากๆมาสนับสนุนโครงการลดลง ไม่ควรสร้างปัญหาซับซ้อนต่อการทำหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยในการควบคุมปริมาณเงิน การดูแลปริมาณเงินเป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติผ่านนโยบายการเงิน หากมีการโอนเงินซ้ำซ้อนต้องนำเทคโนโลยี Blockchain มาช่วยจัดการ Digital Wallet ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับบัตรสวัสดิการคนจนที่ให้ก่อนหน้านี้
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กล่าวเสนอแนะว่า แทนที่รัฐบาลใหม่จะให้น้ำหนักไปที่การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ควรให้น้ำหนักไปที่การสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจด้วยการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆจากนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆและการประกอบการใหม่ที่เป็นฐานใหม่ของการเติบโต และ ควรมุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมืองจะเป็นประโยชน์มากกว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเดินหน้าแก้ไขทันที มีดังนี้
หนึ่ง ปัญหาโครงสร้างระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวและไม่เป็นประชาธิปไตยจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องทบทวนรื้อถอนปรับปรุง ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขาดพลวัตในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ต้องเดินหน้าปฏิรูประบบองค์กรอิสระและระบบวุฒิสภา
สอง ปัญหาโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัย ประชากรในวัยทำงานลดลง ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ฐานภาษีหดตัวลงจากประชากรวัยทำงานลดลง ประเทศไทยมีผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปีเกือบ 20% ของประชากรในปีนี้
โดยที่ประชากรผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีเงินออมไม่พอต่อความจำเป็นในการดำรงชีพ การจ่ายเบี้ยยังชีพนั้นไม่เพียงพอ ต้องสร้างระบบบำนาญเพื่อผู้สูงวัยที่อยู่นอกระบบสวัสดิการแรงงานในระบบ อัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายในปี พ.ศ. 2564 อัตราการเจริญพันธุ์อยู่เพียง 1.16 (อัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 ประชากรจะเริ่มหดตัว) มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งและส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยในอีก 60-70 ปีข้างหน้า หากสังคมไทยเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ แล้วใครจะจ่ายภาษี ใครจะทำงาน ใครจะดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงวัย รัฐบาลใหม่ต้องมียุทธศาสตร์ นโยบายและแผนปฏิบัติการอย่างชัดจนในแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรดังกล่าวตั้งแต่บัดนี้
สาม สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในระดับสูงกว่า 80% ต่อเนื่องยาวนาน การมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงเกินกว่า 80% มากๆเป็นระดับที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพต่อระบบการเงินและข้อจำกัดในการเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวเลขล่าสุดไตรมาสแรกปีนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีขึ้นมาเกือบแตะ 91% ลูกหนี้มีพฤติกรรมก่อหนี้ใหม่ไปชำระหนี้เก่ามากขึ้นกว่าเดิม
สะท้อนว่า ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวและกับดักหนี้รุนแรงขึ้นและยิ่งเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินก็ยากขึ้น เมื่อไม่ได้ก่อหนี้มาใช้จ่าย แต่ไปชำระหนี้เดิม ผลของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่อเศรษฐกิจย่อมน้อยลง
สี่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหากับดักความยากจนข้ามรุ่น ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจติดอันดับต้นๆของโลกและรุนแรงมากขึ้นช่วงวิกฤติโรคระบาดโควิดเมื่อปี พ.ศ. 2563-2564 เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่
นอกจากนี้ยังมีครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น จำนวนมาก ครัวเรือนเหล่านี้ส่วนใหญ่ ไม่มีเงินออม การศึกษาต่ำ และอัตราการพึ่งพิงสูง โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ครัวเรือนเข้าข่ายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น คือ การขาดความมั่นคงทางการเงินเนื่องจากไม่มีเงินออม (ร้อยละ 60.3) รองลงมาคือ ความขัดสนทางการศึกษา จากการที่เด็กอายุ 6-14 ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับครบ 9 ปี (ร้อยละ 36.4) โดยเด็กจำนวนมากต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้ และปัญหารุนแรงขึ้นในช่วงปี 63-64 แต่ขณะนี้บรรเทาลงบ้าง
ห้า ปัญหาการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมและโอกาสทางการศึกษา การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทภายในปี พ.ศ. 2570 จะช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง การสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและการเพิ่มผลิตภาพการผลิตของแรงงานเป็นคำตอบต่อความท้าทายระยะยาวมากกว่าเพียงขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
หก ความถดถอยของขีดความสามารถในการแข่งขันและการไม่มีเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความอ่อนแอของภาคส่งออกไทย ส่วนแบ่งในตลาดโลกทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง สินค้าผลิตด้วยต้นทุนสูงขึ้น ผลิตภาพต่ำทั้งผลิตภาพทุนและแรงงาน สินค้าขาดนวัตกรรม ขาดอัตลักษณ์ มีคู่แข่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้นตามลำดับ ธุรกิจอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่ธุรกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มีธุรกิจอุตสาหกรรม New S Curve น้อยมาก
เจ็ด ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะสวัสดิการทางด้านสุขภาพ ความยั่งยืนทางการเงินของระบบสวัสดิการสังคมจากข้อจำกัดในการแสวงหารายได้ของรัฐเพิ่มเติมจากระบบภาษีและรายได้จากรัฐวิสาหกิจ กองทุนสวัสดิการสังคมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอย่างกองทุนประกันสังคมก็ยังต้องมีการปฏิรูปใหญ่เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงวัยจากประชากรในวัยทำงานที่ลดลงอย่างรวดเร็วในระยะต่อไป ในส่วนของกองทุนชราภาพ ใน กองทุนประกันสังคมก็อาจประสบปัญหาสภาพคล่องได้ใน 30 ปีข้างหน้า หากไม่มีเพิ่มการจ่ายเงินสมทบหรือยืดอายุเกษียณเพื่อรับเงินบำนาญ
แปด ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความทรุดโทรมของทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต เกษตรกรรม หรือ อุตสาหกรรม ไม่จะเป็นภาคบริการ มีความไม่สมดุลในการใช้ทรัพยากร มีการกระหน่ำใช้พลังงาน วัตถุดิบ ที่ดิน น้ำ อากาศ ธรรมชาติต่างๆ และสภาพร่างกายของคนทำงาน ผลกระทบที่ชัดเจน คือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางอากาศรุนแรง น้ำเน่าเสียรุนแรง ปัญหาขยะมีพิษ ดินเค็ม ขาดน้ำในหน้าแล้ง น้ำท่วมในหน้าฝน และ คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ปัญหามลพิษเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทุ่มเทงบประมาณแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพราะกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคน