"ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์" เคยให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า ในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการและซากแห่งพลังโต้อภิวัฒน์ชนิดต่าง ๆ ที่ยังมีอยู่ อาจารย์ปรีดี แนะว่า…ไม่อาจหวังพึงบุคคลใดคนเดียวหรือคณะใดคณะเดียวเท่านั้น นอกจากพึ่งพลังของประชาชน ซึ่งเป็นพลังอันแท้จริง โดยต้องมีศูนย์การจัดตั้งที่มีวินัยและเข้มแข็ง เป็นกองหน้าต่อสู้ป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามช่วงชิงเอามวลชนไปเป็นพวกเขาได้ และจะต้องกุมความคิดให้มั่นคง บนรากฐานแห่'งทรรศนะ"ประชาธิปไตยสมบูรณ์"
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กล่าวอีกว่า อาจารย์ปรีดีเคยให้สัมภาษณ์กับ แอนโทนี พอล แห่งเอเชียวีค ว่า "ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ"
ได้สะท้อนความผิดพลาดของคณะราษฎรที่สำคัญ คือ ไม่สามารถรักษาชัยชนะก้าวแรกไว้ได้ กล่าวคือเมื่อชนะแล้วก็ต้องรักษาชัยชนะไว้ด้วย เมื่อรักษาชัยชนะไว้ไม่ได้ก็ไม่อาจพัฒนาประชาธิปไตยได้ ไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และ ประเทศชาติตามอุดมคติได้ ไม่มีโอกาสในการแก้ปัญหาต่างๆและสร้างความเจริญก้าวหน้าด้วยอำนาจการเมืองได้
สมาชิกคณะราษฎรบางส่วนขาดความจัดเจนทางการเมืองและ เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันในขบวนการ และไม่ได้ระวังป้องกันการโต้อภิวัฒน์ ทำให้พลังตกค้างแห่งระบอบเก่า สามารถฟื้นกลับมามีอำนาจและทำลายล้างประชาธิปไตยได้ในที่สุด
"อาจารย์ปรีดี"ได้ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์สมัยศักดินาที่เคยมีคณะบุคคลหนึ่งต่อสู้ผู้ครองอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้วภายในคณะพรรคนั้นเอง ก็มีบุคคลที่มีความโลภและความริษยาซึ่งเกิดจากรากฐานแห่งความเห็นแก่ตัว (Egoism) ใช้วิธีทำลายคนในคณะเดียวกันเพื่อตัวเองเป็นศูนย์กลางแห่งกิจการทั้งหลาย (Egocentralism) หลังจากที่ได้ชัยชนะต่อระบบเก่าแล้ว "ภายในขบวนการนั้นก็เกิดความขัดแย้งระหว่างส่วนที่ก้าวหน้ากับส่วนที่ถอยหลังเข้าคลอง" นั่นเอง
ปัญหาสำคัญอยู่ที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งจะสามารถจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในให้ลดน้อยลงและจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคได้อย่างไร และสามารถรักษาอุดมการณ์และสัญญาประชาคมได้หรือไม่ กรณีคณะราษฎรได้ให้บทเรียนกับเราแล้ว
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กล่าวข้อเสนอในช่วงท้ายของการกล่าว นำว่า ขอเสนอ 5 ก้าวเพื่อรักษาชัยชนะของประชาชน และ 5 ความร่วมมือเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ดังนี้
ก้าวแรก จัดตั้งรัฐบาลพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้ เพื่อยุติระบอบสืบทอดอำนาจจาก คสช. และ สถาปนา "ประชาธิปไตยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ให้หยั่งรากลึกในสังคมไทย สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมประชาธิปไตยกลายเป็นกระแสหลักในสังคมไทย
ก้าวที่สอง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน ทำให้ประเทศไทยปกครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองโดยคนหรือคณะบุคคล ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นยุทธศาสตร์แบบมีส่วนร่วมและอยู่บนหลักการประชาธิปไตย
ก้าวที่สาม รัฐบาลใหม่ต้องบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใสปลอดทุจริต
ก้าวที่สี่ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน
ก้าวที่ห้า สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ร่วมกันสร้างสังคมสันติธรรม
ความร่วมมือในการปกป้องประชาธิปไตย
ความร่วมมือข้อแรก ร่วมกันรับมือกับ "นิติสงคราม" และ การตัดสิทธิ การยุบพรรคขององค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช ด้วยความรัดกุมรอบคอบ ไม่ตกหลุมพรางที่เครือข่ายปรปักษ์ประชาธิปไตยขุดล่อเอาไว้โดยเฉพาะการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
กระบวนการในการยุบพรรคที่ไม่เป็นธรรม เป็นความพยายามในการสร้างชัยชนะชั่วคราวของฝ่ายปรปักษ์ประชาธิปไตย สิ่งนี้จะนำมาสู่ชัยชนะถาวรของประชาธิปไตย เมื่อเกิดพลังใหม่ของประชาชนผู้ตื่นรู้ที่กว้างขวางและใหญ่กว่าเดิม
ความร่วมมือข้อสอง ร่วมกันลดความเสี่ยง ลดเงื่อนไขอันก่อให้เกิดการเผชิญหน้า ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง
ความร่วมมือที่สาม ร่วมกันต่อต้านการรัฐประหารในรูปแบบต่างๆ ทั้งรัฐประหารโดยกระบอกปืน รัฐประหารโดยกฏหมาย อันอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ ขอให้ท่านทั้งหลายไปศึกษา Theory of Nonviolent Resistance ผลงานของ ดร. ยีน ชาร์ป และ ร่วมมือกันตามแนวปฏิบัติเพื่อต่อต้านการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยโดยฝ่ายตรงข้าม
ประเทศไทยมีรัฐประหารสำเร็จมาแล้ว 13 ครั้ง ติดอันดับประเทศที่มีรัฐประหารแถวหน้าของโลก เป็นรองเพียงประเทศซูดาน 14 ครั้ง และขณะนี้ประชาชนต้องหนีออกนอกประเทศและยากลำบากอย่างแสนสาหัสจากสงครามกลางเมืองของสองนายพล
ความร่วมมือที่สี่ ร่วมมือในการปฏิรูประบบความยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย
ความร่วมมือที่ห้า ร่วมมือในการปฏิรูปกองทัพให้เป็น กองทัพของทหารอาชีพ กองทัพของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน และ กองทัพต้องมีเอกภาพเพื่อรักษาความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองในหลายประเทศที่นำไปสู่ สงครามกลางเมืองต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ มักเป็นผลมาจาก กองทัพไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แต่ทำเพื่อบุคคลหรือคณะบุคคลกลุ่มเล็กๆ
ทั้งที่ ทหารทั้งหมดมาจากประชาชน การทำให้ กองทัพ เป็น ทหารอาชีพ จะลดความเสี่ยงของสงครามกลางเมืองที่ต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธ และ เราเห็นตัวอย่างความสูญเสีย ความเสียหาย ความย่อยยับ ความยากลำบากของประชาชนในหลายประเทศ เช่น เมียนมา ซีเรีย ซูดาน กินีบิสเซา กาบอง และประเทศแอฟริกาอื่นๆ และ ประเทศของเราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาวิกฤตการณ์รุนแรงเหล่านี้ได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม
"อำนาจไม่ได้อยู่ที่ผู้ถือปืนที่กดขี่ อำนาจไม่ได้อยู่ที่นักกฎหมายหรือผู้พิพากษาที่ไม่ยึดถือความยุติธรรม อำนาจไม่ได้อยู่ที่จารีตประเพณีล้าหลังที่ครอบความคิดท่านอยู่ แท้จริงแล้ว อำนาจอยู่ที่ประชาชน เพราะผู้ปกครองมีอำนาจเมื่อราษฎรเชื่อมั่นศรัทธาเท่านั้น"