ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองเป็นบวก ได้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ มีทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถ มีการผลิตนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีประสิทธิผลและสนองตอบต่อพลวัตของปัจจัยภายในภายนอกได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ก็เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะมีอัตราการขยายต่ำกว่า 2.5% (โปรดดูตัวเลขในตารางแนบประกอบ) หากปัจจัยและตัวแปรทั้งภายในและภายนอกไม่ได้ดีอย่างที่คาดการณ์ไว้แต่ไม่นอกเหนือความคาดหมายมากเกินไป
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" นักเศรษฐศาสตร์ และ กรรมการหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า กล่าวต่อว่า หากปัจจัยภายในภายนอกไม่เอื้ออำนวยและแย่กว่าที่คาดการณ์พอสมควร แต่มองว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะไม่ต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน
กรณีอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ (Possible Future) และ ในกรณี อนาคตที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น (Plausible Future) ได้ อาจเกิดการรณรงค์ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยโดยประชาชน และ สามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่เข้มแข็งมั่นคง การเมืองมีเสถียรภาพและมีรัฐบาลที่มีคุณภาพสูง การบรรลุเป้าหมายให้ประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
นอกจาก มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการพลิกขั้วทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล ระหว่าง พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน กับ พรรคพลังประชารัฐ หรือ พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือ พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้ง ขณะที่โอกาสของพรรคร่วมรัฐบาลในการจัดตั้งรัฐบาลก็มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน
หากรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่มีเสถียรภาพหรืออายุสั้นอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาครัฐ ผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีจำกัดเนื่องจากภาคเอกชนไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน ภาคการบริโภค ภาคการลงทุนโดยรวมปรับตัวในทิศทางที่กระเตื้องขึ้นแล้ว
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" นักเศรษฐศาสตร์ และ กรรมการหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์อีกว่า หากเกิดกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน สงครามยูเครนรัสเซียขยายวงสู่สงครามในทวีปยุโรป หรือ เกิดความขัดแย้งทางการทหารในทะเลจีนใต้หรือช่องแคบไต้หวันหรือคาบสมุทรเกาหลี ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าการคาดการณ์ราคาเฉลี่ยที่ระดับ 70-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทำให้จีดีพีปรับลดลงกว่าที่พยากรณ์ไว้ หรืออาจเกิดการแพร่ระบาดระลอกของโรคอุบัติใหม่หรือโควิดแล้วต้องมีการปิดประเทศล็อกดาวน์กันอีก เกิดวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เกิดวิกฤตการณ์ระบบสถาบันการเงินโลก หรือ เกิดความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองในประเทศจนนำมาสู่การรัฐประหารและล้มล้างรัฐธรรมนูญอีก
กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ก่อผลทางลบอย่างรุนแรงเหล่านี้ จะเกิดความไม่นอนอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว ระดับการเปิดประเทศในระดับสูงของไทยย่อมทำให้ได้รับผลกระทบจากพลวัตของภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกอย่างมาก การมียุทธศาสตร์ให้เกิดความเข้มแข็งจากภายใน โดยไทยต้องวิเคราะห์ ยุทธศาสตร์ใหญ่กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework) ของสหรัฐอเมริกา ประเมิน โครงการ Build Back Better World ของรัฐบาลโจ ไบเดนให้ดี โครงการนี้จะสนับสนุนกลุ่มทุนเอกชนในประเทศ G7 ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกันและส่งเสริมความมั่นคงทางด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ดิจิทัลและความเท่าเทียมกันในทุกมิติ
นอกจากนี้ ไทยต้องติดตามมหายุทธศาสตร์ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้น (BRI) ของจีนจะมีความคืบหน้าไปในทิศทางใด เพื่อกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์และการวางนโยบายเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศให้เหมาะสม บทบาทไทยในประชาคมอาเซียนมีความสำคัญต่อการรับมือความท้าทายกันของการปะทะกันทางด้านเศรษฐกิจการเมืองของมหาอำนาจโลกในภูมิภาคอาเซียน การวางตำแหน่งของไทยและอาเซียนให้อยู่ในจุดศูนย์กลางของยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิคมีความสำคัญ พร้อมกับ การใช้ประโยชน์จาก RCEP และ APEC ท่ามกลางสงครามทางการค้าและสงครามเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นระลอกใหม่ในปีหน้า
"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในช่วงท้ายว่า กรณีอนาคตคาดหวังให้เกิดขึ้น (Preferable Future) ประเทศไทยเดินบนเส้นทางสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีระบอบประชาธิปไตยมั่นคง คุณภาพชีวิตประชาชนมีมาตรฐานแบบประเทศพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ก้าวหน้า เสมอและเป็นธรรม สังคมมีสันติสุข การเพิ่มบทบาทของไทยบนเวทีภูมิภาคและเวทีโลกอย่างต่อเนื่องจนประเทศก้าวสู่การเป็น ผู้นำของภูมิภาคเอเชียและโลกอย่างชัดเจนในปี พ.ศ. 2575
โดยขั้นต่ำ ไทยต้องทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยในช่วงหนึ่งทศวรรษข้างหน้า ไม่ต่ำกว่า 6-7% ต่อปี ประชาชนมีจีดีพีต่อหัว (Nominal GDP Per capita) สูงกว่า 20,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือ สูงกว่า 40,000 ดอลลาร์ต่อปี หากใช้ GDP (PPP) per capita คำนวณ (ขณะนี้ ปี 2565 จีดีพีเฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,392 ดอลลาร์ต่อปีหากปรับอำนาจซื้อโดยเปรียบเทียบ Purchase Power Parity จีดีพีต่อหัวของไทยจะอยู่ที่ 21,114 ดอลลาร์ต่อปี)
พร้อมกับการมีมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ประชาชนมีการศึกษาสูง แรงงานมีผลิตภาพสูงและมีสุขภาพที่ดี ดัชนีพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อยู่ที่ระดับอย่างน้อย 0.9 จะเลื่อนสถานะของไทยมาอยู่ที่ระดับเดียวกับฝรั่งเศส สเปนและอิตาลี อยู่ในอันดับ 30 อันดันแรกของโลก (ปัจจุบันไทยอยู่ที่อันดับ 66 ของโลก มีคะแนนอยู่ที่ระดับ 0.8) มีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ระบบโทรคมนาคม ระบบชลประทาน ระบบขนส่งมวลชนและโลจีสติกส์ตามมาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้ง การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัลและควอนตัม