"พรรคเศรษฐกิจใหม่" ของ "มิ่งขวัญ" ขณะนั้น ประกาศจุดยืนอยู่คนละขั้วรัฐบาล "ลุงตู่" ทว่า การดำเนินงานทางการเมืองรัฐบาล"ลุงตู่" ที่อยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ทำให้ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คนแปรพักตร์ เข้าร่วมเติมเต็มเสียงให้ฝั่งรัฐบาล ปล่อยให้ "มิ่งขวัญ" ผู้มีจุดยืนแน่วแน่ ต้องตกอยู่ในสภาพ"หัวเดียวกระเทียมลีบ" ก่อน ประกาศลาออกจากส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ในที่สุด
เป็นการลาออกในจังหวะที่ กฎกติกาเลือกตั้งกำลังได้รับการแก้ไข ให้กลับมาเป็นสูตร บัตรเลือกตั้งสองใบ พร้อมหาร 100 ส่งผลให้บรรดานักเลือกตั้งปรับตัวจัดทัพกันใหม่ จนทำให้"มิ่งขวัญ" เทคโอเวอร์"พรรคสร้างโอกาส" เพื่อเตรียมทำศึกเลือกตั้ง
การมีสังกัดอย่าง "พรรคสร้างโอกาส" ใช่ว่าจะเป็นที่มั่นสุดท้ายของ" มิ่งขวัญ" เพราะมีความเคลื่อนไหว ระดับแกนนำพรรคขนาดกลาง ลงไปถึงพรรคเล็ก ร่วมหารือถึงความร่วมมือทางการเมืองตลอดเวลา"มิ่งขวัญ" ก็เป็นหนึ่งรายชื่อที่หลุดรอดออกมาว่าอยู่ร่วมวงเจรจาระดับแกนนำพรรคขนาดกลาง จะเดินหน้าทำงานการเมืองร่วมกันอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นฟากของแกนนำ"พรรคสร้างอนาคตไทย" ที่มี "อุตตม สาวนายน" เป็นหัวหน้าพรรค หรือ"พรรคไทยสร้างไทย" ที่มี"คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ" เป็นหัวหน้าพรรค หรือแม้แต่การร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับแกนนำ"พรรคเพื่อชาติ" ถึงขนาดที่ว่ามีการยื่นเงื่อนไข ขอให้จัดบัญชีรายชื่อ "มิ่งขวัญ" อยู่ในลำดับต้นๆไปจนถึง การจัดเข้าไว้ในบัญชี "แคนดิเดตนายกฯ" ของพรรคการเมืองกันเลยทีเดียว
การเจรจาต่อรอง เป็นไปพร้อมกับการติดตามสถานการณ์ "ร่างแก้ไขรธน." เกี่ยวกับ "สูตรเลือกตั้งบัตรสองใบ หาร 100" จะผ่านความเห็นชอบศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระทั่งศาลรธน.วินิจฉัยให้ ร่างกม.ประกอบรธน. เลือกตั้งไม่ขัดรธน. นั่นหมายความว่า โอกาสที่พรรคการเมืองเกิดใหม่ หรือพรรคการเมืองขนาดเล็ก ต้องเหนื่อยมากขึ้นในการสะสมแต้มได้ส.ส.เข้าสภา กอปรกับการเสนอเงื่อนไขให้อยู่ในส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับต้นๆ รวมถึงขั้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ลงตัว
ทำให้ "มิ่งขวัญ" ต้องเปลี่ยนทิศทางหาหัวเรือใหม่ ด้วยการเล็งเป้าไปในระยะปลอดภัยที่สุดที่จะได้มีโอกาสเป็นส.ส.เข้าสภา
เป้าหมายใหม่จึงมาเกิดขึ้นกับ"พรรคพลังประชารัฐ" ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค ซึ่งก็เกิดขึ้นในจังหวะประเหมาะพอดี ที่ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นกับการไปต่อทางการเมืองที่ไม่ใช่สังกัดพรรคพปชร.
ในวันที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่อยู่กับ "พปชร." จึงเป็นวันที่ "มิ่งขวัญ" สามารถแอ่นอกตอบสังคมได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่าไม่ได้ตระบัดสัตย์ หรือเสียจุดยืน เพราะการเข้าร่วมสังฆกรรมกับพรรคพลังประชารัฐ เป็นไปตามคำเชิญของ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ"
"ต้องยกความดีความชอบให้กับ พลเอกประวิตร ในการเชิญผมมาร่วมพรรคเพราะเนื่องจากวันนี้ มีปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ พลเอกประวิตรอยากให้ผมมาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการเข้ามาของผม เพื่อช่วยเติมเต็ม ทีมเศรษฐกิจของพรรค อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมมาพรรคพลังประชารัฐคือพลเอกประยุทธ์ ไม่อยู่ที่นี่แล้ว"
นี่คือ คำแถลง ของ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565
การเตรียมคำแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบครั้งนี้ จึงเป็นความลงตัวของมิ่งขวัญกับการเตรียมตอบคำถามสื่อ ถึงจุดยืนไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ ยังคงเป็นไปตามเดิม
แต่ดีลร่วมพปชร. อันนอกเหนือสคริ๊ปต์ โดยที่ไม่ปริปากแย้มออกมานั่นคือ การยอมรับเงื่อนไขซึ่งกันและกันด้วยการให้ "มิ่งขวัญ" จัดอยู่ในผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ ไม่ต่ำกว่าลำดับที่ 10
ดีไม่ดีจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพปชร. เพราะถึงขนาด "บิ๊กป้อม"เปิดทางล่วงหน้าให้เป็น "หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พปชร." บ่งบอกถึงการส่งสัญญาณว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาใจ ปูทางสู่"ตำแหน่งใหญ่" หากชนะเลือกตั้ง ตามกติกาเลือกตั้งใหม่ นั่นเอง