ต่อมาเมื่อยุคล่าอาณานิคมของกลุ่มประเทศยุโรปเกิดขึ้น โดยเฉพาะการช่วงชิงพื้นที่ในคาบสมุทรมลายูระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปราฏว่าต่างฝ่ายก็ต่างต้องการให้ไทยทำแลนด์บริดจ์เหมือนกันด้วยการขุดคลอง แต่ไทยเองก็สงวนท่าทีพอสมควร เพราะมองในมิติเช่นไม่ต้องการประเทศไทยเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจเวลานั้น เนื่องจากคิดว่าการขุดคลองไม่ว่าจะเป็นไปตามฝรั่งเศสหรืออังกฤษ ราชอาณาจักรสยามจะโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ประเทศใดที่เสียประโยชน์ย่อมไม่พอใจท่าทีของสยาม และอาจทำให้สยามมีภัยตามมาอีกอย่างคาดไม่ถึง เท่ากับว่าโครงการแลนด์บริดจ์ต้องถูกพับลงอีกครั้ง
ภายหลังประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พระยาพหลพลพยุหเสนา เสนอให้รัฐบาลขุดคลองเพื่อเชื่อมทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครมโลกครั้งที่ 1 อย่างรุนแรง โดยหวังว่าถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ แต่ก็เหมือนฉายหนังซ้ำ เพราะโครงการนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลการขัดสนในด้านงบประมาณ
โครงการนี้ยิ่งถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักชั้นที่ลึกที่สุดมากขึ้น ภายหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ไทยจะไม่ได้มีสถานะเป็นผู้แพ้สงครามเหมือนกับฝ่ายอักษะ แต่ก็เหมือนเป็นฝ่ายแพ้อยู่ดี เพราะต้องลงนามทำสัญญากับประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการที่ว่ารัฐบาลไทยจะต้องระงับโครงการขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง ซึ่งมีผลบังคับเป็นเวลา 12 ปี โดยสาเหตุอังกฤษต้องบีบไทยด้วยวิธีการนี้ ก็เพื่อต้องการรักษาประโยชน์มหาศาลในอินเดีย
นับจากนั้นเป็นต้นมา โครงการขุดคลองเพื่อใช้เชื่อมทั้งสองฝั่งทะเลต้องตกอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเวลานั้นรัฐบาลหลายชุดระหว่างปี 2530-2540 มุ่งความสนใจไปที่การก่อสร้างท่าอากาศสุวรรณภูมิมากกว่า และเหตุผลด้านความมั่นคง ประกอบกับ ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้อภิมหาโครงการดังกล่าวในพื้นที่ภาคใต้ จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อการขุดคลองเป็นเรื่องยากเพราะติดปัญหาความมั่นคงเป็นหลัก ทำให้แนวคิดว่าด้วย “การสร้างสะพานเศรษฐกิจ” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เริ่มตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ต้องการเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย และเป็นรูปเป็นร่างในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย เมื่อปี 2536 โดยเป็นการการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 44 เส้นทางระหว่างจังหวัดกระบี่และจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ คนภาคใต้เรียกกันว่าถนนเซาเทิร์นซีบอร์ด ระยะทางประมาร 133 กิโลเมตร
เดิมทีโครงการนี้ต้องมีการสร้างเส้นทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมัน และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ แต่ต่อมาถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ทำให้โครงการแลนด์บริดจ์ที่ควรจะมีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะการมีท่าเรือน้ำลึกต้องยุติลง เท่ากับว่าโครงการแลนด์บริดจ์ในครั้งนั้น ทำได้แค่เพียงถนนเส้นเดียว นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นได้ยากอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สถานการณ์ของรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ที่มีความพยายมจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ในเวลานี้ก็กำลังจะประสบปัญหาไม่ต่างกัน โดยมีปัจจัยมาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โครงการแลนด์บริดจ์ที่นายกรัฐมนตรีนำไปเสนอต่อนักลงทุนต่างประเทศ จะเกิดขึ้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง ด้วยความหวังว่าจะเป็นโครงการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยเทคโนโลยีการจัดการท่าเรือน้ำลึกและการขนส่งสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในโลก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจไม่ได้ง่ายเหมือนกับภาพวาดด้วยปากของนายกฯ เสียแล้ว
ในรายงานการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการนำเสนอข้อมูลการแสดงความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ในมิติด้านความมั่นคงของประเทศและมิติด้านทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โครงการแลนด์บริดจ์ในมิติความมั่นคงของประเทศ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้รวบรวมการแสดงความคิดเห็นจากผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตอนหนึ่ง ดังนี้
- ภายหลังโครงการแลนด์บริดจ์ก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่ของโครงการดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและจะได้รับความสนใจจากประเทศมหาอานาจที่จะแผ่ขายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ และอาจมีผลกระทบรวมทั้งความท้าทายในด้านความมั่นคงทางทะเลอื่นๆ เนื่องจากโครงการนี้จะมีผลให้กิจกรรมทางทะเลเพิ่มมากขึ้น
- ถ้าสามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติได้ย่อมทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น แต่ในอนาคตหากเกิดการทางสงครามขนาดใหญ่ พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์อีกครั้ง
- ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือและรักษาดุลยภาพระหว่างตะวันตกและตะวันออก ดังนั้น การจะดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์หรือการขุดคลอง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนในโครงการของประเทศมหาอานาจ ซึ่งจะมีผลต่อเรื่องความมั่นคงเช่นกัน
ขณะที่ ในมิติด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สรุปความคิดเห็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตอนหนึ่ง ดังนี้
- โครงการแลนด์บริดจ์ที่จะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณอ่าวอ่าง ครอบคลุมตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และตอนเหนือของอุทยานแห่งชาติแหลมสน และแม้จะอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติก็ตาม แต่ทรัพยากรสัตว์น้ำมีวงจรชีวิตที่จะเคลื่อนที่ไป อาจจะเป็นการกีดขวางเส้นทางการดำรงชีวิตของสัตว์น้าที่เป็นแหล่งอาหารแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำก่อนที่จะออกไปสู่ทะเลกว้าง รวมถึงการหมุนเวียนของกระแสน้ำ และแร่ธาตุอาหารต่างๆ ซึ่งเส้นทางตัดผ่านคาดว่าน่าจะตัดผ่านป่าชายเลนที่มีความสมบูรณ์
- หมู่เกาะระนองและอุทยานแห่งชาติแหลมสนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ผืนป่าชายเลนขนาดใหญ่ มีความหลากหลายของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และระบบนิเวศ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล พบพันธุ์ไม้ที่จัดอยู่ในสภาพที่ต้องเฝ้าระวังหรือมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ และเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีระบบนิเวศชายฝั่งหลากหลาย
- กรณีท่าเรือน้ำลึกด้านทะเลอันดามัน บริเวณจังหวัดระนอง พบว่า พื้นที่โครงการอยู่ติดพื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site)
พอมองในภาพรวมของโครงการนี้แล้ว แม้ว่าจะมีภาพการเดินสายโรดโชว์ของนายกฯ รอบโลก ไปจนถึงการพบชาวบ้านในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเชื่อได้เลยว่าโครงการนี้จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ จะต้องไปชี้ขาดกันที่ศาลปกครองอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นจะได้รู้กันโครงการเชื่อมสองฝั่งทะเลที่เป็นอาถรรพ์มานานกว่า 3 ศตวรรษ จะมีบทสรุปลงเอยอย่างไร