เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ กับตัวเลข “89%” ที่อาจกลายเป็นโจทย์หนักของรีพับลิกัน

04 ก.ย. 2569 | NATESAIY

STORY : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ กับตัวเลข “89%” ที่อาจกลายเป็นโจทย์หนักของรีพับลิกัน

เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามา สิ่งที่พรรครีพับลิกันต้องเผชิญอาจไม่ใช่แค่คะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ลดลง แต่คือความรู้สึกของชาวอเมริกันที่มองว่า “การทุจริตในรัฐบาล” กำลังแพร่กระจายมากที่สุดในรอบ 20 ปี

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจไม่ได้เลือกประธานาธิบดี แต่ผลของมันสามารถเปลี่ยนสมดุลอำนาจในวอชิงตันได้อย่างมาก เพราะในทุก 4 ปี เมื่อเดินมาถึงช่วงกลางวาระของประธานาธิบดี สหรัฐฯ จะเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ทั้งหมด 435 ที่นั่ง พร้อมกับสมาชิกวุฒิสภาอีกประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด 100 ที่นั่ง รวมถึงผู้ว่าการรัฐ สมาชิกสภานิติบัญญัติระดับรัฐ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในหลายพื้นที่ 

ดังนั้น แม้ชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์จะไม่ได้อยู่บนบัตรเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครประธานาธิบดี แต่ผลงานและภาพลักษณ์ของเขาอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใช้ตัดสินพรรครีพับลิกันทั้งพรรค และหนึ่งในตัวเลขที่น่าจับตาที่สุดในเวลานี้ คือ 89%
 


🔵 [89% มองว่า “การทุจริตในรัฐบาล” แพร่หลาย]


ผลสำรวจของ Gallup  ระบุว่า ชาวอเมริกัน 89% มองว่าการทุจริตในรัฐบาลสหรัฐฯ มีอยู่อย่างแพร่หลาย ตัวเลขนี้สูงที่สุดในรอบ 20 ปี เพิ่มจาก 79% ในปี 2568 และสูงกว่าช่วงปี 2553–2568 ซึ่งเคยอยู่ในกรอบประมาณ 72%–79% แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวม คือมุมมองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เมื่อแยกตามฐานการเมือง

▪️ ผู้สนับสนุนเดโมแครต 91%
▪️ กลุ่มอิสระ 90%
▪️ ผู้สนับสนุนรีพับลิกัน 83%

แม้ระดับความไม่พอใจจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสามกลุ่มล้วนมีเสียงข้างมากที่มองว่า ปัญหาการทุจริตในรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ผู้ตอบแบบสำรวจ 89% มองว่าปัญหาทุจริตเกิดในภาครัฐ สูงกว่าภาคเอกชนที่อยู่ที่ 71% นี่จึงไม่ใช่เพียงประเด็นการเมืองระหว่างพรรค แต่กำลังกลายเป็นปัญหาเรื่อง ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
 


🔵 [จากยุคไบเดนถึงทรัมป์ ตัวเลขเปลี่ยนเร็วมาก]


ในปี 2567 ช่วงรัฐบาลโจ ไบเดน สมาชิกพรรคเดโมแครตที่มองว่ามีการทุจริตอย่างแพร่หลายอยู่ที่ 57% แต่หลังเข้าสู่วาระที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวเลขในกลุ่มเดโมแครตเพิ่มเป็น 76% ในปี 2568 ก่อนจะพุ่งเป็น 91% ในปีนี้ ตัวเลขนี้จึงสะท้อนว่า “การรับรู้เรื่องทุจริต” เปลี่ยนตามบริบททางการเมืองอย่างชัดเจน และเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา สิ่งที่รีพับลิกันต้องรับมือจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องผลงานของรัฐบาล แต่ยังต้องตอบคำถามว่า ทำไมคนจำนวนมากจึงมองว่าระบบรัฐบาลไม่น่าไว้วางใจมากขึ้น


🔵 [สหรัฐฯ กำลังสวนทาง OECD]


ผลสำรวจ Gallup ไม่ได้ดูเฉพาะสหรัฐฯ แต่เปรียบเทียบกับประเทศสมาชิก OECD ทั้ง 38 ประเทศด้วย ภาพที่ออกมาคือ แนวโน้มของสหรัฐฯ ดูแตกต่างจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ามัธยฐานการรับรู้เรื่องการทุจริตในกลุ่ม OECD ลดลงจากประมาณ 69% ในปี 2552 มาอยู่ต่ำกว่า 60% ตั้งแต่ปี 2565 หลายประเทศที่เคยมีตัวเลขสูงกว่า 90% เช่น กรีซ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ก็มีแนวโน้มลดลง จนในปี 2568 ระดับสูงสุดของประเทศเหล่านี้ลดมาอยู่แถว 79% 

ขณะที่สหรัฐฯ กลับไต่ขึ้นจนกลายเป็นประเทศที่มีระดับการรับรู้เรื่องการทุจริตสูงที่สุดในกลุ่ม OECD เป็นครั้งแรก ในปี 2567 ช่องว่างระหว่างสหรัฐฯ กับค่ามัธยฐาน OECD อยู่ที่ประมาณ 15 จุด และขยายเป็น 20 จุดในปี 2568 เมื่อสหรัฐฯ อยู่ที่ 79% ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 59% นี่ทำให้ปัญหาภาพลักษณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกมองเพียงภายในประเทศ แต่ยังถูกวางอยู่ในบริบทเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ
 


🔵 [คะแนนนิยมทรัมป์ กำลังกลายเป็นภาระของพรรค?]


อีกตัวเลขที่ถูกพูดถึง คือคะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ลดลงมาอยู่ราว 32–33% โดยผลสำรวจที่อ้างถึงจาก Forbes และ University of Massachusetts Amherst ระบุว่า ชาวอเมริกัน 64% ไม่พอใจผลงานของทรัมป์ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ไปจนถึงผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม และมีผู้ตอบแบบสำรวจไม่น้อยที่บอกว่า “จะไม่เลือกอีก” แม้ทรัมป์จะไม่มีวาระเหลือในอนาคต แต่ในบริบทของการเลือกตั้งกลางเทอม คำพูดนี้สามารถถูกตีความต่อไปถึงพรรครีพับลิกันได้ เพราะผู้สมัครของพรรคต้องลงสนามภายใต้แบรนด์ทางการเมืองเดียวกัน
 


🔵 [จากนโยบายโลก สู่คำถามเรื่อง “ความไว้ใจ”]


นโยบายของทรัมป์หลายเรื่องถูกวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางที่ถูกมองว่าเป็นการ “รื้อระเบียบโลก” รวมถึงนโยบายที่ถูกมองว่าเปลี่ยนไปมาและคาดเดายาก เรื่องเหล่านี้อาจดูห่างจากการเลือกตั้งในเขตเล็ก ๆ แต่ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอาจไม่ได้แยก “นโยบายต่างประเทศ” ออกจาก “ความไว้ใจรัฐบาล” เสมอไป เพราะเมื่อภาพรวมของผู้นำถูกมองว่าไม่นิ่ง ความไม่พอใจอาจไหลไปถึงผู้สมัครของพรรคในระดับสภาได้ด้วย
 


🔵 [“เหรียญทรัมป์” ยิ่งเติมเชื้อให้คำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน]


อีกกระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงใกล้การเลือกตั้ง คือกรณี “เหรียญโดนัลด์ ทรัมป์” กระทรวงการคลังและโรงกษาปณ์สหรัฐฯ เตรียมจำหน่ายเหรียญสะสมที่มีภาพทรัมป์  เหรียญดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นเหรียญหมุนเวียนชนิดราคา 1 ดอลลาร์ ที่ถูกนำมาจัดจำหน่ายในแพ็กเกจแบบพรีเมียม เช่น แบบม้วน 25 เหรียญ ราคา 61 ดอลลาร์ และแบบถุง 100 เหรียญ ราคา 154.50 ดอลลาร์ ทำให้ราคาขายต่อหน่วยสูงกว่ามูลค่าหน้าเหรียญ อีกทั้งยังไม่ได้ผลิตจากทองคำจริง แม้จะมีสีและผิวสัมผัสคล้ายทอง ตัวเหรียญผลิตจากโลหะผสมทั่วไป และกลายเป็นประเด็นวิจารณ์เรื่องการตั้งราคาเกินมูลค่า รวมถึงข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและกฎหมายจากการนำภาพประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตมาใช้บนเงินตรา 

ฝ่ายวิจารณ์มองว่านี่อาจเป็นภาพสะท้อนของการนำอำนาจรัฐไปเชื่อมกับการสร้างแบรนด์บุคคล และยิ่งตอกย้ำคำถามเรื่อง “ผลประโยชน์” ในช่วงที่รัฐบาลกำลังถูกจับตาเรื่องความโปร่งใส
 


🔵 [เลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ อาจไม่ได้วัดแค่ผลงาน แต่คือ “ความเชื่อใจ”]


ตามปกติ การเลือกตั้งกลางเทอมมักถูกมองเป็นบททดสอบของรัฐบาล แต่ครั้งนี้ ตัวแปรสำคัญอาจไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ค่าครองชีพ ไม่ใช่แค่สงคราม หรือแม้แต่คะแนนนิยมของทรัมป์เพียงอย่างเดียว 

สิ่งที่น่าจับตากว่า คือ ชาวอเมริกันยังเชื่อว่ารัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนอยู่หรือไม่ เมื่อ 89% มองว่าการทุจริตในรัฐบาลแพร่หลาย เมื่อคะแนนนิยมประธานาธิบดีลดลง เมื่อความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจยังมีอยู่ และเมื่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลถูกตั้งคำถามจากหลายด้านพร้อมกัน การเลือกตั้งกลางเทอมจึงอาจกลายเป็นมากกว่าการแย่งที่นั่งในสภา แต่มันอาจเป็นการลงคะแนนต่อ “ความไว้วางใจ” ที่ประชาชนยังมีให้กับรัฐบาลรีพับลิกัน เพราะสุดท้าย พรรคที่อยู่ในอำนาจไม่ได้ถูกตัดสินเพียงจากสิ่งที่ทำสำเร็จ แต่อาจถูกตัดสินด้วยว่า ประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ของใคร

ข่าวล่าสุด