ขณะที่สหรัฐฯ กลับไต่ขึ้นจนกลายเป็นประเทศที่มีระดับการรับรู้เรื่องการทุจริตสูงที่สุดในกลุ่ม OECD เป็นครั้งแรก ในปี 2567 ช่องว่างระหว่างสหรัฐฯ กับค่ามัธยฐาน OECD อยู่ที่ประมาณ 15 จุด และขยายเป็น 20 จุดในปี 2568 เมื่อสหรัฐฯ อยู่ที่ 79% ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 59% นี่ทำให้ปัญหาภาพลักษณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกมองเพียงภายในประเทศ แต่ยังถูกวางอยู่ในบริบทเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ
🔵 [คะแนนนิยมทรัมป์ กำลังกลายเป็นภาระของพรรค?]
อีกตัวเลขที่ถูกพูดถึง คือคะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ลดลงมาอยู่ราว 32–33% โดยผลสำรวจที่อ้างถึงจาก Forbes และ University of Massachusetts Amherst ระบุว่า ชาวอเมริกัน 64% ไม่พอใจผลงานของทรัมป์ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ไปจนถึงผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม และมีผู้ตอบแบบสำรวจไม่น้อยที่บอกว่า “จะไม่เลือกอีก” แม้ทรัมป์จะไม่มีวาระเหลือในอนาคต แต่ในบริบทของการเลือกตั้งกลางเทอม คำพูดนี้สามารถถูกตีความต่อไปถึงพรรครีพับลิกันได้ เพราะผู้สมัครของพรรคต้องลงสนามภายใต้แบรนด์ทางการเมืองเดียวกัน
🔵 [จากนโยบายโลก สู่คำถามเรื่อง “ความไว้ใจ”]
นโยบายของทรัมป์หลายเรื่องถูกวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแนวทางที่ถูกมองว่าเป็นการ “รื้อระเบียบโลก” รวมถึงนโยบายที่ถูกมองว่าเปลี่ยนไปมาและคาดเดายาก เรื่องเหล่านี้อาจดูห่างจากการเลือกตั้งในเขตเล็ก ๆ แต่ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอาจไม่ได้แยก “นโยบายต่างประเทศ” ออกจาก “ความไว้ใจรัฐบาล” เสมอไป เพราะเมื่อภาพรวมของผู้นำถูกมองว่าไม่นิ่ง ความไม่พอใจอาจไหลไปถึงผู้สมัครของพรรคในระดับสภาได้ด้วย
🔵 [“เหรียญทรัมป์” ยิ่งเติมเชื้อให้คำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน]
อีกกระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงใกล้การเลือกตั้ง คือกรณี “เหรียญโดนัลด์ ทรัมป์” กระทรวงการคลังและโรงกษาปณ์สหรัฐฯ เตรียมจำหน่ายเหรียญสะสมที่มีภาพทรัมป์ เหรียญดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นเหรียญหมุนเวียนชนิดราคา 1 ดอลลาร์ ที่ถูกนำมาจัดจำหน่ายในแพ็กเกจแบบพรีเมียม เช่น แบบม้วน 25 เหรียญ ราคา 61 ดอลลาร์ และแบบถุง 100 เหรียญ ราคา 154.50 ดอลลาร์ ทำให้ราคาขายต่อหน่วยสูงกว่ามูลค่าหน้าเหรียญ อีกทั้งยังไม่ได้ผลิตจากทองคำจริง แม้จะมีสีและผิวสัมผัสคล้ายทอง ตัวเหรียญผลิตจากโลหะผสมทั่วไป และกลายเป็นประเด็นวิจารณ์เรื่องการตั้งราคาเกินมูลค่า รวมถึงข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและกฎหมายจากการนำภาพประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตมาใช้บนเงินตรา
ฝ่ายวิจารณ์มองว่านี่อาจเป็นภาพสะท้อนของการนำอำนาจรัฐไปเชื่อมกับการสร้างแบรนด์บุคคล และยิ่งตอกย้ำคำถามเรื่อง “ผลประโยชน์” ในช่วงที่รัฐบาลกำลังถูกจับตาเรื่องความโปร่งใส
🔵 [เลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ อาจไม่ได้วัดแค่ผลงาน แต่คือ “ความเชื่อใจ”]
ตามปกติ การเลือกตั้งกลางเทอมมักถูกมองเป็นบททดสอบของรัฐบาล แต่ครั้งนี้ ตัวแปรสำคัญอาจไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ค่าครองชีพ ไม่ใช่แค่สงคราม หรือแม้แต่คะแนนนิยมของทรัมป์เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่น่าจับตากว่า คือ ชาวอเมริกันยังเชื่อว่ารัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนอยู่หรือไม่ เมื่อ 89% มองว่าการทุจริตในรัฐบาลแพร่หลาย เมื่อคะแนนนิยมประธานาธิบดีลดลง เมื่อความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจยังมีอยู่ และเมื่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลถูกตั้งคำถามจากหลายด้านพร้อมกัน การเลือกตั้งกลางเทอมจึงอาจกลายเป็นมากกว่าการแย่งที่นั่งในสภา แต่มันอาจเป็นการลงคะแนนต่อ “ความไว้วางใจ” ที่ประชาชนยังมีให้กับรัฐบาลรีพับลิกัน เพราะสุดท้าย พรรคที่อยู่ในอำนาจไม่ได้ถูกตัดสินเพียงจากสิ่งที่ทำสำเร็จ แต่อาจถูกตัดสินด้วยว่า ประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ของใคร