เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION: สื่อไทยปี 69 ความเชื่อมั่นดิ่ง เงาอำนาจรัฐปกคลุม แล้วคุณจะเชื่อมั่นใคร?

20 มิ.ย. 2569 | nation_ent

OPINION: สื่อไทยปี 69 ความเชื่อมั่นดิ่ง เงาอำนาจรัฐปกคลุม แล้วคุณจะเชื่อมั่นใคร?

เมื่อรายการดังหลุดผัง รัฐบอกไม่แทรกแซง แต่มีรายชื่อสำนักข่าวที่ถูก "มอนิเตอร์" อย่างเข้มข้น รัฐก็รีบออกมาปฏิเสธ คำถามคือ คุณยังเชื่อมั่นสื่อไทยอยู่ไหม และถ้าไม่เชื่อ คุณจะหันไปเชื่อใคร?

สถานการณ์สื่อไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ได้แค่ "น่าจับตา" อีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังบอกเราว่า ยุคที่สื่อกระแสหลักครองความไว้วางใจของสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ... อาจสิ้นสุดลงแล้วจริง ๆ

 

🔵 [ดราม่าหลุดผัง กับ "บัญชี" ที่ใครบางคนไม่อยากให้รู้]

ชนวนถูกจุดตั้งแต่วันที่ "หมาแก่" ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และ "แมวสาว" อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ สองพิธีกรคู่หูรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ประกาศยุติการออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กระแสคำถามระเบิดขึ้นทันที นี่คือการ "ถูกเด้ง" หรือแค่การตัดสินใจทางธุรกิจ?

.

แม้ "หมาแก่" จะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่มีข้อขัดแย้งกับสถานีหรือผู้บริหาร อสมท เพียงแค่ถึงเวลาหาทางเลือกที่เหมาะสมกับการนำเสนอของรายการ แต่ใครๆ ก็คงสังเกตได้ว่าน่าจะเกิดจากการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดเกี่ยวกับนโยบายเรือธงของ "รัฐมนตรีลูกเทพ" ท่านหนึ่งจนทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจ ถึงขั้นมีรายงานขู่จะปลดกรรมการ อสมท เลยทีเดียว

แต่สิ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนยิ่งกว่า คือข้อมูลจากแหล่งข่าวในทำเนียบรัฐบาล ที่เปิดเผยผ่านสำนักข่าวอิศราว่าทีมกฎหมายฝ่ายการเมืองกำลัง "มอนิเตอร์และเฝ้าระวังสำนักข่าว 3 แห่งอย่างเข้มข้น" เนื่องจากนำเสนอข่าววิจารณ์รัฐบาลบ่อยครั้ง โดยรัฐมองว่า "ขาดพยานหลักฐานเชิงประจักษ์" และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง แม้แต่สำนักข่าวอิศรายังถูกติดตาม แม้จะยังไม่ถึงขั้นเฝ้าระวังพิเศษ

 

เพียงข่าวแพร่สะพัดไปไม่กี่ชั่วโมง รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาลออกมาปฏิเสธในทันที โดยระบุว่า "รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง การหลุดผังของรายการเจาะลึกทั่วไทยเป็นเรื่องบริหารจัดการภายในของ บมจ.อสมท เท่านั้น ส่วนการมอนิเตอร์ข่าวสารเป็นเพียงภารกิจปกติเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน และชี้แจงแก้ไข 'ข่าวปลอม' ไม่ใช่การคุกคามสื่อแต่อย่างใด"

 

รัฐบาลบอกว่าปกติ — แต่นิยามคำว่า "ปกติ" ของแต่ละฝ่าย ดูเหมือนจะไม่ตรงกันสักเท่าไหร่

🔵 [ตัวเลขไม่โกหก: ความเชื่อมั่นสื่อไทยดิ่งลงต่ำสุดในรอบหลายปี]

ขณะที่ฝ่ายการเมืองถกเถียงกันเรื่อง "มอนิเตอร์หรือไม่มอนิเตอร์" รายงาน Digital News Report 2026 โดย Reuters Institute for the Study of Journalism กลับฉายภาพที่ชัดเจนและเย็นชากว่านั้นมาก

 

ความเชื่อมั่นในข่าวของคนไทย ที่เคยทรงตัวอยู่ที่ 50–55% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดิ่งลงเหลือ 47% ในปี 2026 — ต่ำสุดในรอบหลายปี

 

ปัจจัยหลักที่กดตัวเลขนี้ลงมา ได้แก่ ข่าวลวง (Disinformation) ที่ระบาดทุกแพลตฟอร์มในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การเปลี่ยนผ่านผู้นำตามคำสั่งศาล และการเลือกตั้งกะทันหัน (Snap Election) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำให้ประชาชนสับสนว่าอะไรคือความจริง

 

แล้วถ้าไม่เชื่อสื่อ — คนไทยหันไปหาใคร?

 

🔵 [TikTok แซงทีวี: ยุคทองของครีเอเตอร์สายข่าว]

คำตอบอยู่ที่มือถือและหน้าจอสั้น ๆ ที่เลื่อนได้ไม่รู้จบ

 

ด้วยอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยสูงถึง 91% พฤติกรรมการเสพข่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน Facebook ยังครองแชมป์ด้วยสัดส่วน 69% แต่ที่น่าจับตาคือ TikTok พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 55% แซงหน้า YouTube (54%), Line (45%) และ Instagram (20%)

 

ตัวเลขนี้ทำให้ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกในแง่การใช้ TikTok เพื่อเสพข่าว และมาพร้อมกับปรากฏการณ์ที่สื่อหลักไม่อาจมองข้าม นั่นคือการผงาดขึ้นของ "ครีเอเตอร์สายข่าว" อย่าง อนุวัต จัดให้ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง หรือ Pond on News ที่นำเสนอข่าวการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในแบบที่โทรทัศน์กระแสหลักทำไม่ได้ (สำหรับ Pond on News ถูกดรามาปมใช้ฟุตเทจสื่ออื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สื่อมวลชนและสำนักข่าวหลายสำนักเผชิญอยู่) รวมถึง กัน จอมพลัง ที่ขึ้นมามีบทบาทนำในช่วงวิกฤตชายแดน

 

ภาพที่ชัดที่สุดเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อประชาชนพากันไลฟ์สตรีมเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง จนกระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียก่อนที่สื่อหลักจะรายงานเสียอีก — นั่นคือวันที่สื่อพลเมืองทำงานแทนสื่อมืออาชีพได้จริง

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทีวีก็กำลังเผชิญกับการถดถอยครั้งใหญ่ จาก 24 ช่องดิจิทัลในยุคเริ่มต้น วันนี้เหลือรอดแค่ 14 ช่อง และใบอนุญาตกำลังจะหมดอายุในปี 2572 ซึ่ง กสทช. เพิ่งได้ฤกษ์ประชุมวาระแผนแม่บทวิทยุและโทรทัศน์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิ.ย.) แต่ก็ยังไร้ข้อสรุป และจะประชุมกันต่อในสัปดาห์หน้า

 

🔵 [เงินโฆษณาย้ายฐาน — AI เข้าแทน — สื่อไทยอยู่รอดด้วยอะไร?]

ปี 2568 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รายได้โฆษณาออนไลน์แซงหน้าโทรทัศน์ โดยรายได้โฆษณาของ TikTok พุ่งสูงถึง 63% เงินที่เคยหล่อเลี้ยงกองบรรณาธิการจึงไหลไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มแทน สื่อไทยจึงต้องพึ่งพา Product Placement และแบนเนอร์โฆษณาจนล้นจอ ซึ่งในระยะยาวทำให้เส้นแบ่งระหว่าง "ข่าว" กับ "โฆษณา" เลือนรางลงเรื่อย ๆ

 

เพื่อความอยู่รอด สื่อไทยรีบปรับตัวนำ Generative AI มาใช้เร็วที่สุดในภูมิภาค อย่าง Nation TV เปิดตัวผู้ประกาศข่าว AI ชื่อ "ณัชชา" และ "ณิชชาน" ตั้งแต่ปี 2567 อีกทั้งยังนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้าน Thai PBS เปิดตัวแพลตฟอร์มตรวจสอบข้อเท็จจริง "Verify" เมื่อเดือนเมษายน 2568 เพื่อรับมือข่าวลวง-ข่าวปลอมในช่วงวิกฤตชายแดน

 

🔵 [แล้วใครคือสื่อที่คนไทยยังเชื่ออยู่?]

ผลสำรวจ Brand Trust ปี 2569 ระบุว่า ช่อง 7HD ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 75% ตามมาด้วย Workpoint TV 72% Amarin 71% ThaiPBS 70% และไทยรัฐ 69%

 

แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็ต้องอ่านควบคู่กับดัชนีเสรีภาพสื่อโลก RSF ที่จัดให้ไทยอยู่อันดับที่ 92 จาก 180 ประเทศ ซึ่งบอกเราว่า ความน่าเชื่อถือกับเสรีภาพในการทำงาน ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป

 

สรุปแล้ว สื่อไทยปี 2569 กำลังต่อสู้ใน 3 แนวรบพร้อมกัน — ปรับตัวหนีตายจากทีวีสู่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่มีครีเอเตอร์รออยู่เต็มทาง, กู้ศรัทธาความน่าเชื่อถือท่ามกลางสงครามข่าวลวง และรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ภายใต้สายตาจับจ้องที่ไม่เคยจางหายไปจริง ๆ

 

💬 ชวนแลกเปลี่ยนความคิด

ในยุคที่ครีเอเตอร์บน TikTok อาจให้ข้อมูลได้เร็วกว่าทีวี และรัฐบาลบอกว่า "มอนิเตอร์" แต่ไม่ใช่ "แทรกแซง" — คุณวางใจสื่อแบบไหนในชีวิตประจำวัน และมีเกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าข่าวไหนเชื่อได้? มาแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์ได้เลย

 

อ้างอิง:

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2026/thailand

https://www.isranews.org/article/isranews/147484-Freedommedia.html

https://nextnewsth.com/th/minimal-news/general/6a2f90742efaa009759f6c79

https://www.nationtv.tv/news/politics/378979049

ข่าวล่าสุด