🔵 [ตัวเลขไม่โกหก: ความเชื่อมั่นสื่อไทยดิ่งลงต่ำสุดในรอบหลายปี]
ขณะที่ฝ่ายการเมืองถกเถียงกันเรื่อง "มอนิเตอร์หรือไม่มอนิเตอร์" รายงาน Digital News Report 2026 โดย Reuters Institute for the Study of Journalism กลับฉายภาพที่ชัดเจนและเย็นชากว่านั้นมาก
ความเชื่อมั่นในข่าวของคนไทย ที่เคยทรงตัวอยู่ที่ 50–55% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดิ่งลงเหลือ 47% ในปี 2026 — ต่ำสุดในรอบหลายปี
ปัจจัยหลักที่กดตัวเลขนี้ลงมา ได้แก่ ข่าวลวง (Disinformation) ที่ระบาดทุกแพลตฟอร์มในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การเปลี่ยนผ่านผู้นำตามคำสั่งศาล และการเลือกตั้งกะทันหัน (Snap Election) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำให้ประชาชนสับสนว่าอะไรคือความจริง
แล้วถ้าไม่เชื่อสื่อ — คนไทยหันไปหาใคร?
🔵 [TikTok แซงทีวี: ยุคทองของครีเอเตอร์สายข่าว]
คำตอบอยู่ที่มือถือและหน้าจอสั้น ๆ ที่เลื่อนได้ไม่รู้จบ
ด้วยอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยสูงถึง 91% พฤติกรรมการเสพข่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน Facebook ยังครองแชมป์ด้วยสัดส่วน 69% แต่ที่น่าจับตาคือ TikTok พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 55% แซงหน้า YouTube (54%), Line (45%) และ Instagram (20%)
ตัวเลขนี้ทำให้ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกในแง่การใช้ TikTok เพื่อเสพข่าว และมาพร้อมกับปรากฏการณ์ที่สื่อหลักไม่อาจมองข้าม นั่นคือการผงาดขึ้นของ "ครีเอเตอร์สายข่าว" อย่าง อนุวัต จัดให้ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง หรือ Pond on News ที่นำเสนอข่าวการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในแบบที่โทรทัศน์กระแสหลักทำไม่ได้ (สำหรับ Pond on News ถูกดรามาปมใช้ฟุตเทจสื่ออื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สื่อมวลชนและสำนักข่าวหลายสำนักเผชิญอยู่) รวมถึง กัน จอมพลัง ที่ขึ้นมามีบทบาทนำในช่วงวิกฤตชายแดน
ภาพที่ชัดที่สุดเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อประชาชนพากันไลฟ์สตรีมเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง จนกระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียก่อนที่สื่อหลักจะรายงานเสียอีก — นั่นคือวันที่สื่อพลเมืองทำงานแทนสื่อมืออาชีพได้จริง
ขณะเดียวกัน ฝั่งทีวีก็กำลังเผชิญกับการถดถอยครั้งใหญ่ จาก 24 ช่องดิจิทัลในยุคเริ่มต้น วันนี้เหลือรอดแค่ 14 ช่อง และใบอนุญาตกำลังจะหมดอายุในปี 2572 ซึ่ง กสทช. เพิ่งได้ฤกษ์ประชุมวาระแผนแม่บทวิทยุและโทรทัศน์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิ.ย.) แต่ก็ยังไร้ข้อสรุป และจะประชุมกันต่อในสัปดาห์หน้า
🔵 [เงินโฆษณาย้ายฐาน — AI เข้าแทน — สื่อไทยอยู่รอดด้วยอะไร?]
ปี 2568 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รายได้โฆษณาออนไลน์แซงหน้าโทรทัศน์ โดยรายได้โฆษณาของ TikTok พุ่งสูงถึง 63% เงินที่เคยหล่อเลี้ยงกองบรรณาธิการจึงไหลไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มแทน สื่อไทยจึงต้องพึ่งพา Product Placement และแบนเนอร์โฆษณาจนล้นจอ ซึ่งในระยะยาวทำให้เส้นแบ่งระหว่าง "ข่าว" กับ "โฆษณา" เลือนรางลงเรื่อย ๆ
เพื่อความอยู่รอด สื่อไทยรีบปรับตัวนำ Generative AI มาใช้เร็วที่สุดในภูมิภาค อย่าง Nation TV เปิดตัวผู้ประกาศข่าว AI ชื่อ "ณัชชา" และ "ณิชชาน" ตั้งแต่ปี 2567 อีกทั้งยังนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้าน Thai PBS เปิดตัวแพลตฟอร์มตรวจสอบข้อเท็จจริง "Verify" เมื่อเดือนเมษายน 2568 เพื่อรับมือข่าวลวง-ข่าวปลอมในช่วงวิกฤตชายแดน
🔵 [แล้วใครคือสื่อที่คนไทยยังเชื่ออยู่?]
ผลสำรวจ Brand Trust ปี 2569 ระบุว่า ช่อง 7HD ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 75% ตามมาด้วย Workpoint TV 72% Amarin 71% ThaiPBS 70% และไทยรัฐ 69%
แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็ต้องอ่านควบคู่กับดัชนีเสรีภาพสื่อโลก RSF ที่จัดให้ไทยอยู่อันดับที่ 92 จาก 180 ประเทศ ซึ่งบอกเราว่า ความน่าเชื่อถือกับเสรีภาพในการทำงาน ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป
สรุปแล้ว สื่อไทยปี 2569 กำลังต่อสู้ใน 3 แนวรบพร้อมกัน — ปรับตัวหนีตายจากทีวีสู่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่มีครีเอเตอร์รออยู่เต็มทาง, กู้ศรัทธาความน่าเชื่อถือท่ามกลางสงครามข่าวลวง และรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ภายใต้สายตาจับจ้องที่ไม่เคยจางหายไปจริง ๆ
💬 ชวนแลกเปลี่ยนความคิด
ในยุคที่ครีเอเตอร์บน TikTok อาจให้ข้อมูลได้เร็วกว่าทีวี และรัฐบาลบอกว่า "มอนิเตอร์" แต่ไม่ใช่ "แทรกแซง" — คุณวางใจสื่อแบบไหนในชีวิตประจำวัน และมีเกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าข่าวไหนเชื่อได้? มาแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์ได้เลย
อ้างอิง:
https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2026/thailand
https://www.isranews.org/article/isranews/147484-Freedommedia.html
https://nextnewsth.com/th/minimal-news/general/6a2f90742efaa009759f6c79
https://www.nationtv.tv/news/politics/378979049