⚖️ [ความสุขชั่วคราว หรือที่พึ่งทางใจที่แท้จริง?]
แน่นอนว่าความตื่นเต้นจากการทุ่มเงินซื้อเครื่องประดับหรู อาจให้ความรู้สึกคล้ายประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ แต่นั่นก็ไม่ใช่หนทางสู่ความสงบสุขทางใจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ถึงอย่างนั้น แนวคิดที่ว่าเครื่องประดับหรูหราเปรียบเสมือน "เกราะป้องกันทางใจ" ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กลับโดนใจผู้บริโภคอย่างชัดเจน จนกลายเป็นประเด็นที่นักการตลาดหยิบมาใช้ประโยชน์กันเต็มที่
เทรนด์แฟชั่นสไตล์เซนก็มาแรงไม่แพ้กัน แฮชแท็ก "สไตล์เซน" (Zen style) มียอดเข้าชมกว่า 270 ล้านครั้งบน Xiaohongshu ครอบคลุมตั้งแต่เสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮเอนด์อย่าง Uma Wang ไปจนถึงชุดคลุมราคาประหยัดบน Taobao
Linda Yu ผู้จัดการทั่วไปของ Red Ant Asia เอเจนซี่การตลาดในเซี่ยงไฮ้ บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ "จ่ายเพื่อสิ่งที่ช่วยนิยามตัวตนและเป็นพื้นที่รองรับทางอารมณ์" และแบรนด์หลายแห่งก็เปลี่ยนการบริโภคเชิงจิตวิญญาณจากเรื่องเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว
🍔 [เมื่อ Burger King จับมือกับวัดเต๋า]
หลายแบรนด์ระดับแมสกระโดดเข้าร่วมเทรนด์นี้แบบไม่อาย เช่น Lululemon และร้านกาแฟ M Stand ที่เปิดแคมเปญเน้นจิตวิญญาณในจีน หรือแบรนด์ชานมไข่มุก Molly Tea ที่จับมือกับวัดเก่าแก่อายุ 1,700 ปีในเมืองหางโจว ออกสินค้าร่วมกัน ทั้งปลอกสวมแก้ว แม่เหล็กติดตู้เย็น และเครื่องกระจายกลิ่นหอม
ที่เซอร์ไพรส์สุดคงเป็น Burger King ที่จับมือกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋าบนภูเขาหลงหู่ (Mount Longhu) ช่วงเทศกาลตรุษจีน เปิดขายตุ๊กตา "เทพเจ้าแห่งโชคลาภ" เพิ่มในราคา 38 หยวน เมื่อสั่งชุดอาหารฟาสต์ฟู้ด ส่วนแบรนด์ "Songmont" ก็เลือกเน้น "ความสบายใจจากการใช้ชีวิตให้ช้าลง" แทนที่จะขายโชคลาภตรงๆ
น่าสนใจว่า รายงานของ Pew Research Center ระบุว่าจีนเป็นรัฐที่ยึดถือแนวทางอเทวนิยมอย่างเป็นทางการ มีประชากรน้อยกว่า 10% ที่ระบุว่าตนนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เมื่อขยายคำนิยามให้ครอบคลุมเรื่อง "จิตวิญญาณ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อเรื่องโชคลาง" บทบาทของศาสนาในชีวิตผู้คนกลับสำคัญขึ้นมาก
ผลสำรวจปี 2018 ที่ Pew อ้างถึง พบว่า 47% ของผู้ใหญ่ชาวจีนเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ความเชื่อที่ว่าการจัดวางตำแหน่งสิ่งของหรืออาคารสามารถนำมาซึ่งความสุขและโชคลาภได้ ขณะที่การไปวัดขอพรเรื่องความมั่งคั่งก็เป็นเรื่องปกติ แม้แต่กับคนที่ไม่ได้เคร่งศาสนา
บางทีนี่อาจอธิบายได้ว่า ทำไมความร่วมมือทางธุรกิจแบบนี้ถึงไม่โดนกระแสต่อต้านรุนแรงเหมือนที่อาจเกิดขึ้นในโลกตะวันตก 🤷
แต่ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่เห็นด้วยกับกระแสนี้ สื่อของรัฐบาลจีนซึ่งมักสะท้อนจุดยืนของพรรคคอมมิวนิสต์ แสดงท่าทีสงสัยและเตือนถึงความเสี่ยงถูกหลอกลวงอยู่เรื่อยๆ หนังสือพิมพ์ China Youth Daily เคยตีพิมพ์บทความของนักวิชาการด้านลัทธิมาร์กซ์ ที่ระบุว่าการพึ่งพา "เสวียนเสวีย" อาจช่วยผ่อนคลายความเครียดได้บ้าง แต่การหมกมุ่นมากเกินไปอาจทำให้คนหลงผิดได้
🛕 [เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนรุ่นใหม่]
เมื่อความกดดันในชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็หันไปหาวัดเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ การเติมเต็มทางจิตวิญญาณกลายเป็นส่วนสำคัญ ควบคู่ไปกับการสัมผัสวัฒนธรรม ทิวทัศน์สวยงาม และประวัติศาสตร์
มีรายงานว่า "เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับวัด" ของจีน ซึ่งรวมรายได้จากสินค้าต่างๆ มีมูลค่าสูงถึงราว 1 แสนล้านหยวนต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากคอนเทนต์เกี่ยวกับวัดที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย
She Ze Lin อินฟลูเอนเซอร์และนักออกแบบเครื่องประดับวัย 25 ปี เล่าว่าเธอไปวัดต่างๆ เพื่อหาแรงบันดาลใจและสร้างคอนเทนต์เป็นประจำ ตอนนี้เธอยังพาผู้ติดตามเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ทางศาสนาทั่วจีนอีกด้วย
She มองว่ามีคนหนุ่มสาวสองกลุ่มหลักที่ทำให้เทรนด์นี้บูมขึ้นมา กลุ่มแรกคือคนที่มีฐานะมั่นคงแล้ว จึงอยากแสวงหาความผ่อนคลายทางจิตวิญญาณ ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนในชีวิตจริง ทั้งความกดดันเรื่องงานและเงินเดือน ปัญหาความสัมพันธ์ ไปจนถึงความสับสนเรื่องอนาคต
พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะรวยหรือยังไม่พร้อม ทุกคนต่างก็ต้องการที่พึ่งทางใจเหมือนกัน 💭
🔭 [ดูดวงออนไลน์ก็มาแรงไม่แพ้กัน]
แรงจูงใจแบบเดียวกันนี้กำลังขับเคลื่อนตลาดแอปดูดวง โหราศาสตร์ และไพ่ทาโรต์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด Sensor Tower ระบุว่าแอปโหราศาสตร์ "Cece" ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent มียอดดาวน์โหลดสูงถึงราว 24 ล้านครั้ง
หลายคนยอมจ่ายเงินให้นักพยากรณ์ออนไลน์เพื่อปลอบประโลมใจจากความรู้สึกไม่แน่นอนและสิ้นหวัง บางคนถึงขั้นส่งเงินจำนวนเล็กน้อย (1-2 หยวน) ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อร่วม "สวดมนต์แบบดิจิทัล" ระหว่างไลฟ์สดกิจกรรมในวัด
🌏 [เทรนด์นี้ไม่ได้มีแค่ในจีน]
ฝั่งตะวันตกเองก็กำลังเปลี่ยนทิศทางจากการซื้อสินค้าที่จับต้องได้ ไปสู่การแสวงหาประสบการณ์ทางอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับธุรกิจสุขภาวะ (wellness) อย่างกิจกรรมบำบัดด้วยเสียง (Sound bath) ที่ใช้ขันสิงห์ธิเบต ฆ้อง หรือโมบายกระดิ่งลม เพื่อสร้างสมาธิ
โรงแรมเครือ Upper House ในจีน ก็มีกิจกรรมรีทรีตเพื่อสุขภาวะแบบเต็มวัน รวมถึงบริการอ่านดวงชะตาด้วยคริสตัล (crystal "soul reading") ด้วย ส่วนโปรแกรม Energy Alchemy รีทรีตสุดหรู 5 วันในบาหลี ราคา 42,000 หยวน ก็เจาะกลุ่มหญิงสาวจีนยุคมิลเลนเนียลที่มีฐานะดี มีทั้งเวิร์กช็อปฝึกกำหนดลมหายใจ (breathwork) และเรกิ (Reiki) ศาสตร์บำบัดจิตวิญญาณจากญี่ปุ่น
💡 [สรุปแล้ว เทรนด์นี้บอกอะไรเราบ้าง?]
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจในจีน การมาถึงของ "เศรษฐกิจเชิงจิตวิญญาณ" (spiritual economy) ช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะเส้นทางชีวิตแบบเดิมๆ ที่เริ่มจากตั้งใจเรียน เข้ามหาวิทยาลัย จบมาแล้วได้งานดีๆ ไม่ใช่สิ่งที่การันตีได้อีกต่อไปสำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามา จนหลายคนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่างานที่ทำอยู่จะยังจำเป็นในอนาคตอันใกล้นี้หรือเปล่า