เนชั่นทีวี

Nation Story

ทำไมเด็กจีนยุคนี้ถึงหันมา "พึ่งมู" แทนการไล่ตามแบรนด์เนม?

11 ก.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ทำไมเด็กจีนยุคนี้ถึงหันมา "พึ่งมู" แทนการไล่ตามแบรนด์เนม?

ลองนึกภาพเด็กสาววัย 22 ปี ที่เคยหลงใหลการช้อปปิ้งมาตั้งแต่มัธยมต้น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ ต้องเป็นแบรนด์เนมเท่านั้น เริ่มจาก Nike และ Adidas ก่อนจะขยับขึ้นไปเล่น Gucci และ Balenciaga

แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยปี 2022 ทุกอย่างเปลี่ยนไป

Zirui Yang สาวจีนจากเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู เล่าว่า พฤติกรรมช้อปปิ้ง "เพื่อเยียวยาจิตใจ" ของเธอเปลี่ยนทิศทางไปเลย จากที่เคยไล่ล่าโลโก้แบรนด์ดัง ตอนนี้เธอหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าที่มี "คุณค่าทางจิตใจ" มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ตุ๊กตานุ่มนิ่ม น้ำหอม หรือการท่องเที่ยว

 

"ฉันชื่นชอบสิ่งที่สร้างความรู้สึกพิเศษเหมือนเป็นพิธีกรรม ความแปลกใหม่ และสิ่งของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว" เธอบอก

 

🤔 แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ในจีนถึงเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการช้อปปิ้งขนาดนี้?

 

👜 [ยุคทองของโลโก้แบรนด์ดังกำลังจะจบลง]

ยุคสมัยแห่งความคลั่งไคล้โลโก้แบรนด์หรู ที่เคยเป็นภาพจำของนักช้อปชาวจีน Gen Z และ Millennials มานานหลายปี ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว

 

แต่ท่ามกลางความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าหลังยุคโควิด-19 นักช้อปสินค้าหรูหน้าใหม่ของจีนก็ยังคง "เยียวยาจิตใจ" ด้วยวิธีที่คุ้นเคย นั่นคือการจับจ่ายใช้สอย เพียงแต่เปลี่ยนเป้าหมายไปเท่านั้น

 

คนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่หันมาทุ่มเงินให้กับเครื่องประดับนำโชค หินคริสตัล แฟชั่นและน้ำหอมสไตล์เซน เพื่อปลดปล่อยความรู้สึก แม้จะเป็นเพียงความสุขชั่วครู่ก็ตาม บางคนถึงขั้นยอมจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์เชิงจิตวิญญาณ เช่น ทริปพักผ่อนที่ภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาในมณฑลเสฉวน หรือคอร์สดูแลสุขภาพกาย-ใจ และการตระเวนไหว้พระตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ "เสวียนเสวีย" (xuanxue) หรือศาสตร์แห่งจิตวิญญาณและความลี้ลับ กำลังมาแรงสุดๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนพลิกโฉมวงการค้าปลีกไปอย่างสิ้นเชิง แค่แฮชแท็ก #xuanxue บน Xiaohongshu แอปโซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีน ก็มียอดเข้าชมทะลุ 5 พันล้านครั้งไปแล้ว! 😲

 

💎 [เมื่อ "ของหรู" กลายเป็น "เครื่องราง"]

ความต้องการเครื่องประดับ "เสริมพลังงาน" ตามหลักฮวงจุ้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลอีคอมเมิร์ซที่หนังสือพิมพ์ Lianhe Zaobao ของสิงคโปร์นำมาเผยแพร่ ระบุว่ายอดขายกำไลคริสตัลในจีนเพิ่มขึ้นถึง 320% เมื่อเทียบกับปี 2024 คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของตลาดคริสตัลออนไลน์ทั้งประเทศ ที่มีมูลค่าราว 3 พันล้านหยวน

 

ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Bain & Company ชี้ว่า ตลาดสินค้าหรูหราส่วนบุคคลของจีนหดตัวลงถึง 5% ในปี 2025 แต่สินค้าบางรายการกลับขายดีขึ้นในหมู่ชาวเน็ต

 

ลองดูตัวอย่างเครื่องประดับหรูที่มาพร้อมความเชื่อกันบ้าง:

 

▪️ กำไลข้อมือ Cartier รุ่น Juste un Clou ทองคำขาว 18 กะรัต ราคา 34,100 หยวน เชื่อว่าปกป้องจากความโชคร้ายและขับไล่คนไม่ดี

 

▪️ กำไล Tiffany & Co. รูปตัว "T" ทองคำชมพู 18 กะรัตประดับเพชร ราคา 47,300 หยวน เชื่อว่าช่วยขับไล่เจ้านายแย่ๆ และเปิดโอกาสงานใหม่

 

▪️ คอลเลกชัน Wulu ของ Qeelin ดีไซน์รูปน้ำเต้ามงคล เชื่อว่านำโชคลาภมาสู่ครอบครัว

 

▪️ สร้อยคอทรงกลมของ Vivienne Westwood เชื่อว่าช่วยหนุนอาชีพการงาน (ด้วยอัตราว่างงานเยาวชนในจีนที่สูงกว่า 16% ก็ไม่แปลกที่ Gen Z จะอยากได้ตัวช่วยทุกทาง)

 

▪️ คอลเลกชัน Alhambra ของ Van Cleef & Arpels ลายใบโคลเวอร์สี่แฉก ราคาเริ่มต้นกว่า 14,100 หยวน ทำหน้าที่ทั้งเป็นสัญลักษณ์สถานะและเครื่องรางนำโชคมาช้านาน

 

แม้แต่วัสดุอย่างเปลือกหอยมุก มาลาไคต์ และนิล ก็ถูกตีความผ่านความเชื่อต่างๆ กัน บ้างว่าเสริมดวงงาน ความรัก มิตรภาพ หรือการเงิน

⚖️ [ความสุขชั่วคราว หรือที่พึ่งทางใจที่แท้จริง?]

แน่นอนว่าความตื่นเต้นจากการทุ่มเงินซื้อเครื่องประดับหรู อาจให้ความรู้สึกคล้ายประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ แต่นั่นก็ไม่ใช่หนทางสู่ความสงบสุขทางใจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

ถึงอย่างนั้น แนวคิดที่ว่าเครื่องประดับหรูหราเปรียบเสมือน "เกราะป้องกันทางใจ" ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กลับโดนใจผู้บริโภคอย่างชัดเจน จนกลายเป็นประเด็นที่นักการตลาดหยิบมาใช้ประโยชน์กันเต็มที่

 

เทรนด์แฟชั่นสไตล์เซนก็มาแรงไม่แพ้กัน แฮชแท็ก "สไตล์เซน" (Zen style) มียอดเข้าชมกว่า 270 ล้านครั้งบน Xiaohongshu ครอบคลุมตั้งแต่เสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮเอนด์อย่าง Uma Wang ไปจนถึงชุดคลุมราคาประหยัดบน Taobao

 

Linda Yu ผู้จัดการทั่วไปของ Red Ant Asia เอเจนซี่การตลาดในเซี่ยงไฮ้ บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ "จ่ายเพื่อสิ่งที่ช่วยนิยามตัวตนและเป็นพื้นที่รองรับทางอารมณ์" และแบรนด์หลายแห่งก็เปลี่ยนการบริโภคเชิงจิตวิญญาณจากเรื่องเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว

 

🍔 [เมื่อ Burger King จับมือกับวัดเต๋า]

หลายแบรนด์ระดับแมสกระโดดเข้าร่วมเทรนด์นี้แบบไม่อาย เช่น Lululemon และร้านกาแฟ M Stand ที่เปิดแคมเปญเน้นจิตวิญญาณในจีน หรือแบรนด์ชานมไข่มุก Molly Tea ที่จับมือกับวัดเก่าแก่อายุ 1,700 ปีในเมืองหางโจว ออกสินค้าร่วมกัน ทั้งปลอกสวมแก้ว แม่เหล็กติดตู้เย็น และเครื่องกระจายกลิ่นหอม

 

ที่เซอร์ไพรส์สุดคงเป็น Burger King ที่จับมือกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋าบนภูเขาหลงหู่ (Mount Longhu) ช่วงเทศกาลตรุษจีน เปิดขายตุ๊กตา "เทพเจ้าแห่งโชคลาภ" เพิ่มในราคา 38 หยวน เมื่อสั่งชุดอาหารฟาสต์ฟู้ด ส่วนแบรนด์ "Songmont" ก็เลือกเน้น "ความสบายใจจากการใช้ชีวิตให้ช้าลง" แทนที่จะขายโชคลาภตรงๆ

 

น่าสนใจว่า รายงานของ Pew Research Center ระบุว่าจีนเป็นรัฐที่ยึดถือแนวทางอเทวนิยมอย่างเป็นทางการ มีประชากรน้อยกว่า 10% ที่ระบุว่าตนนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เมื่อขยายคำนิยามให้ครอบคลุมเรื่อง "จิตวิญญาณ ขนบธรรมเนียม และความเชื่อเรื่องโชคลาง" บทบาทของศาสนาในชีวิตผู้คนกลับสำคัญขึ้นมาก

 

ผลสำรวจปี 2018 ที่ Pew อ้างถึง พบว่า 47% ของผู้ใหญ่ชาวจีนเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ความเชื่อที่ว่าการจัดวางตำแหน่งสิ่งของหรืออาคารสามารถนำมาซึ่งความสุขและโชคลาภได้ ขณะที่การไปวัดขอพรเรื่องความมั่งคั่งก็เป็นเรื่องปกติ แม้แต่กับคนที่ไม่ได้เคร่งศาสนา

 

บางทีนี่อาจอธิบายได้ว่า ทำไมความร่วมมือทางธุรกิจแบบนี้ถึงไม่โดนกระแสต่อต้านรุนแรงเหมือนที่อาจเกิดขึ้นในโลกตะวันตก 🤷

 

แต่ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่เห็นด้วยกับกระแสนี้ สื่อของรัฐบาลจีนซึ่งมักสะท้อนจุดยืนของพรรคคอมมิวนิสต์ แสดงท่าทีสงสัยและเตือนถึงความเสี่ยงถูกหลอกลวงอยู่เรื่อยๆ หนังสือพิมพ์ China Youth Daily เคยตีพิมพ์บทความของนักวิชาการด้านลัทธิมาร์กซ์ ที่ระบุว่าการพึ่งพา "เสวียนเสวีย" อาจช่วยผ่อนคลายความเครียดได้บ้าง แต่การหมกมุ่นมากเกินไปอาจทำให้คนหลงผิดได้

 

🛕 [เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนรุ่นใหม่]

เมื่อความกดดันในชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็หันไปหาวัดเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ การเติมเต็มทางจิตวิญญาณกลายเป็นส่วนสำคัญ ควบคู่ไปกับการสัมผัสวัฒนธรรม ทิวทัศน์สวยงาม และประวัติศาสตร์

 

มีรายงานว่า "เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับวัด" ของจีน ซึ่งรวมรายได้จากสินค้าต่างๆ มีมูลค่าสูงถึงราว 1 แสนล้านหยวนต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากคอนเทนต์เกี่ยวกับวัดที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย

 

She Ze Lin อินฟลูเอนเซอร์และนักออกแบบเครื่องประดับวัย 25 ปี เล่าว่าเธอไปวัดต่างๆ เพื่อหาแรงบันดาลใจและสร้างคอนเทนต์เป็นประจำ ตอนนี้เธอยังพาผู้ติดตามเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ทางศาสนาทั่วจีนอีกด้วย

 

She มองว่ามีคนหนุ่มสาวสองกลุ่มหลักที่ทำให้เทรนด์นี้บูมขึ้นมา กลุ่มแรกคือคนที่มีฐานะมั่นคงแล้ว จึงอยากแสวงหาความผ่อนคลายทางจิตวิญญาณ ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนในชีวิตจริง ทั้งความกดดันเรื่องงานและเงินเดือน ปัญหาความสัมพันธ์ ไปจนถึงความสับสนเรื่องอนาคต

 

พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะรวยหรือยังไม่พร้อม ทุกคนต่างก็ต้องการที่พึ่งทางใจเหมือนกัน 💭

 

🔭 [ดูดวงออนไลน์ก็มาแรงไม่แพ้กัน]

แรงจูงใจแบบเดียวกันนี้กำลังขับเคลื่อนตลาดแอปดูดวง โหราศาสตร์ และไพ่ทาโรต์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด Sensor Tower ระบุว่าแอปโหราศาสตร์ "Cece" ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent มียอดดาวน์โหลดสูงถึงราว 24 ล้านครั้ง

 

หลายคนยอมจ่ายเงินให้นักพยากรณ์ออนไลน์เพื่อปลอบประโลมใจจากความรู้สึกไม่แน่นอนและสิ้นหวัง บางคนถึงขั้นส่งเงินจำนวนเล็กน้อย (1-2 หยวน) ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อร่วม "สวดมนต์แบบดิจิทัล" ระหว่างไลฟ์สดกิจกรรมในวัด

 

🌏 [เทรนด์นี้ไม่ได้มีแค่ในจีน]

ฝั่งตะวันตกเองก็กำลังเปลี่ยนทิศทางจากการซื้อสินค้าที่จับต้องได้ ไปสู่การแสวงหาประสบการณ์ทางอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับธุรกิจสุขภาวะ (wellness) อย่างกิจกรรมบำบัดด้วยเสียง (Sound bath) ที่ใช้ขันสิงห์ธิเบต ฆ้อง หรือโมบายกระดิ่งลม เพื่อสร้างสมาธิ

 

โรงแรมเครือ Upper House ในจีน ก็มีกิจกรรมรีทรีตเพื่อสุขภาวะแบบเต็มวัน รวมถึงบริการอ่านดวงชะตาด้วยคริสตัล (crystal "soul reading") ด้วย ส่วนโปรแกรม Energy Alchemy รีทรีตสุดหรู 5 วันในบาหลี ราคา 42,000 หยวน ก็เจาะกลุ่มหญิงสาวจีนยุคมิลเลนเนียลที่มีฐานะดี มีทั้งเวิร์กช็อปฝึกกำหนดลมหายใจ (breathwork) และเรกิ (Reiki) ศาสตร์บำบัดจิตวิญญาณจากญี่ปุ่น

 

💡 [สรุปแล้ว เทรนด์นี้บอกอะไรเราบ้าง?]

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจในจีน การมาถึงของ "เศรษฐกิจเชิงจิตวิญญาณ" (spiritual economy) ช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะเส้นทางชีวิตแบบเดิมๆ ที่เริ่มจากตั้งใจเรียน เข้ามหาวิทยาลัย จบมาแล้วได้งานดีๆ ไม่ใช่สิ่งที่การันตีได้อีกต่อไปสำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามา จนหลายคนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่างานที่ทำอยู่จะยังจำเป็นในอนาคตอันใกล้นี้หรือเปล่า

ข่าวล่าสุด