“เราเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า ควรจะมีนิยามที่ชัดเจนว่า รายจ่ายลงทุนที่แท้จริงคืออะไร ไม่งั้นจะเปิดช่องให้รัฐบาลแต่ละยุค แต่ละสมัย พลิกไปพลิกมา จริงๆ เราไม่ได้เอางบประมาณภาษีของทุกคนไปลงทุนกับงบประเทศ แต่เอาไปแจก แล้วพยายามที่จะตีความบิดเบือนให้เข้ากรอบรายจ่ายลงทุน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่งบประมาณปี 2559-2570 อยู่ที่ 20% มาโดยตลอด เพราะเราหมดงบประมาณไปกับการใช้หนี้ งบบุคลากร ทำให้เหลือพื้นที่เงินเพื่อใช้กับอนาคตของประเทศน้อยมาก ซึ่งบนเวทีเสวนาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2555 บอกในเวทีนี้ว่ามองย้อนหลังไป 15 ปี 3 ปัญหาสำคัญของประเทศ คือ 1.ส่วนใหญ่ใช้กับรายจ่ายประจำไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต 2.ทุจริตคอร์รัปชั่น และ 3.รัฐบาลทำโครงการประชานิยม ของแม้วันนี้คำว่าประชานิยมจะไม่ได้อยู่ในกระแสสังคม แต่เรายังเห็นโครงการงบประมาณบางอย่างที่กู้มันแจก เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ออกแบบนโยบายแบบระยะยาว แต่มองถึงคะแนนนิยมเฉพาะหน้า
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สัดส่วนเงินลงทุนคิดเป็น 1 ใน 5 ของจีดีพี ซึ่งในปี 2570 จีดีพีโต 18.5% แต่งบลงทุนมีแค่ 4% ของจีดีพี ซึ่งเป็นงบส่วนกลางของประเทศ แต่หากรวมงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่สามารถหารายได้ได้เอง จะมีงบประมาณต่อจีดีพี 26% ซึ่งเป็นนิยามของ IMF ที่ศึกษารายจ่ายภาครัฐ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่งบประมาณถูกใช้ไปกับท้องถิ่นและสูงเกือบ 40% หากนำงบส่วนนี้มาหารเป็นรายหัวของไทยจะพบว่างบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีงบต่อหัว 22,493 บาทต่อคน ขณะที่ภาคอีสานได้งบเฉลี่ยต่อตัว 5,517 บาทต่อคน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วแม้เขาจะมีรายจ่ายที่มากแต่สามารถจัดเก็บรายได้โดยเฉพาะภาษีได้มากเช่นกัน ซึ่งพบว่ามีรายได้รัฐต่อจีดีพีสูงกว่าประเทศไทยอย่างมาก
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการบอกปัญหาเชิงโครงสร้างในอดีตของไทยว่าประเทศไทยมีหนี้เยอะแต่รายได้น้อย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่างไรประเทศก็เจ๊ง ซึ่งเมื่อมองกลับมาประเทศไทย รายได้กับการจัดเก็บภาษีควรจะโตเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงกับฉีกออกจากกัน แสดงว่ามีรูรั่วในการจัดเก็บรายได้ เศรษฐกิจที่โตขึ้นแต่กลับไม่มีการจัดเก็บภาษีเข้ามา
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงงบผูกพัน ซึ่งในช่วงที่ตนเข้ามาเป็นสส.ครั้งแรก พบว่า งบผูกพันแบบระยะยาวที่ลากไปจนถึง พ.ศ.2609 และผูกพันระยะใกล้ ส่วนงบประมาณปี 2570 จุกอยู่ที่ใครบ้างนั้น เราจะต้องดูรูปแบบการใช้เงิน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.จ่ายเงินเดือน บุคลากรภาครัฐ เช่นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงกลาโหม ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วงบส่วนใหญ่เหล่านี้อยู่กับงบท้องถิ่น หากเปิดงบประมาณดูโครงสร้างงบประมาณจะถูกเทไปที่งบบุคลากรเยอะ หากศึกษาประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่ารายจ่ายบุคลากรภาครัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข จะถูกจัดสรรโดยท้องถิ่น ไม่ได้อยู่กับงบประมาณส่วนกลาง
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า กลุ่มที่ 2 ลงทุนก่อสร้าง เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ขณะที่กลุ่มที่ 3 ส่งต่อและเงินอุดหนุน เช่น กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อถึงกรณีที่การจัดสรรงบประมาณมักจะใช้งบประมาณเดิมมาเป็นฐานและเพิ่มเติมเข้าไป เราจึงเสนอแนวคิดการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) แม้รัฐบาลบอกว่าจะพยายามจัดสรรงบประมาณตามแนวคิดนี้แล้วแต่พบ 95% ยังเป็นโครงการเดิม สำหรับทางแก้ พรรคประชาชนเตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.วิธีการงบงบประมาณหรือชื่อเล่นกฎหมายปฏิรูปงบประมาณ (Budget Reform) พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง และ พ.ร.บ.ยกระดับการทำงานของสำนักงบประมาณรัฐสภาเพื่อให้ได้งบประมาณที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดโยงกับประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดเผยคำของบประมาณ เพราะสาธารณชนมองไม่เห็นว่างบประมาณที่มีการขอเกินไปนั้น สำนักงบประมาณเลือกที่จะยกงบตัวไหนเข้างบตัวไหนออก ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะที่ผ่านมางบกระจกตัวอยู่ในบางจังหวัด เช่น บุรีรัมย์ เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าการจัดสรรงบประมาณมีเหตุมีผลหรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เราจะแก้การจัดสรรงบประมาณ ให้การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไม่ได้พูดแค่เรื่องรายจ่าย แต่ต้องมองถึงฝั่งรายได้ด้วย ถ้าจัดเก็บรายได้น้อยกว่าที่ประมาณการ หรือออกโครงการอะไรที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ควรจะต้องกลับมารายงานต่อสภาฯ ด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนและสาธารณะร่วมกันตรวจสอบงบประมาณได้