svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : “สงครามอิหร่าน” งานนี้มียืดเยื้อ!

01 มี.ค. 2569

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับนักข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ว่า โลกจะได้รู้ภายใน 10 วันว่าสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านหรือไม่

ในที่สุดเมื่อวานนี(28 กุมภาพันธ์ 69) ช่วงบ่ายตามเวลาในไทย ช่วงสายตามเวลาในอิหร่าน และช่วงเช้ามืดตามเวลาในสหรัฐฯ เราก็ได้ทราบคำตอบ เมื่อทรัมป์โพสต์วีดีโอที่มีการอัดไว้ล่วงหน้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยคลิปความยาว 8 นาทีนี้ ทรัมป์ที่ใส่สูทสีกรม ไม่ผูกเนคไท และใส่หมวกสีขาวพร้อมตัวอักษร USA ประกาศว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเป็นการภายในปฏิบัติการที่มีชื่อว่า EPIC FURY หรือ ความโกรธเกรี้ยวครั้งยิ่งใหญ่

ทรัมป์อ้างว่า เป้าประสงค์หลักของการโจมตีก็เพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามร้ายแรง โดยสหรัฐฯ จะทำลายทั้งขีปนาวุธและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้ย่อยยับ ถล่มกองทัพเรือ ทำให้มั่นใจว่ากลุ่มก่อการร้ายจะไม่สามารถทำสงครามตัวแทนให้กับอิหร่านในภูมิภาคได้อีกต่อไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

🔵 [ปลุกระดมชาวอิหร่านโค่นผู้นำ]

ในสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ทรัมป์พูดชัดเจนว่าตำรวจ ทหาร และสมาชิกทั้งหมดของ IRGC หรือกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามซึ่งเป็นกองทัพทหารที่ขึ้นตรงกับอยาตัลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านต้องวางอาวุธ หากทำเช่นนั้นจะได้รับการคุ้มครอง แต่ถ้าไม่แล้วก็จะต้องเจอกับความตาย

ในช่วงท้าย ทรัมป์ได้ส่งข้อความปลุกระดมไปถึงประชาชนชาวอิหร่านโดยตรง เหมือนกับที่เคยบอกเอาไว้เมื่อคราวที่มีการปราบปรามการชุมนุมช่วงปีใหม่ว่า ขอให้อยู่ภายในที่พักระหว่างที่มีการโจมตี เพราะมีการทิ้งระเบิดไปทั่ว แต่ถ้าปฏิบัติการครั้งนี้จบลงเมื่อไหร่ ขอให้ออกไปยึดอาคารรัฐบาล เพราะนี่คือโอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน และเขาคือผู้นำสหรัฐฯ คนเดียวที่กล้ามอบความช่วยเหลือนี้ให้กับชาวอิหร่าน

ในเวลาเดียวกัน เรซา ปาห์ลาวี โอรสกษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ และต้องการกลับไปปกครองอิหร่านอีกครั้งได้เผยแพร่คลิปแทบจะในทันที ประกาศข้อความที่สอดคล้องกับทรัมป์ราวกับวางแผนร่วมกันมาว่า ชัยชนะสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เขาต้องการไปยืนเคียงข้างประชาชนให้เร็วที่สุดเพื่อยึดคืนและสร้างอิหร่านขึ้นมาใหม่ ถ้าเขาแจ้งเมื่อไหร่ ขอให้ประชาชนออกมารวมตัวกันบนท้องถนนทันที แต่ในระหว่างนี้ขอให้อยู่ภายในที่พัก

🔵 [บึ้มสนั่น! ลามทั่วตะวันออกกลาง]

การโจมตีครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับช่วง “สงคราม 12 วัน” เมื่อกลางปีที่แล้ว นั่นคือ ปฏิบัติการทางทหารเป็นการร่วมมือกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ขณะที่อิหร่านก็โจมตีตอบโต้ไปยังอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ จนทำให้สงครามครั้งนี้ลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางในเวลาอันรวดเร็วเสียงระเบิดดังสนั่นเกิดขึ้นทั้งที่กรุงอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และคูเวต ขณะที่อิสราเอล จอร์แดน และกาตาร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางสามารถสกัดขีปนาวุธได้ เช่นเดียวกับฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักที่สอยโดรนโจมตีของอิหร่านได้ ส่วนที่ซีเรียก็มีรายงานจรวดตกใส่อาคารจนมีผู้เสียชีวิต

เป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลชัดเจนว่าเป็นการ “เด็ดหัว” กลุ่มผู้นำอิหร่านเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งคาเมเนอีผู้นำสูงสุด รัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการ IRGC นายทหารและนักการเมืองระดับสูงหลายรายได้เสียชีวิตจากการโจมตี โดยอิสราเอลเปิดเผยว่ามีการวางแผนปฏิบัติการมาแล้วหลายเดือน และมีการตัดสินใจเกี่ยวกับวันเวลาในการโจมตีมาแล้วหลายสัปดาห์

🔵 [สงครามส่อยืดเยื้อ]

แม้สหรัฐฯ จะคาดการณ์ว่าปฏิบัติการอาจใช้เวลานานหลายวัน แต่ความเป็นจริงอาจยืดเยื้อมากกว่านั้น เพราะแค่การสังหารผู้นำอย่างเดียวยังไม่อาจเปลี่ยนระบอบได้ จิม ไฮม์ส ประธานกรรมาธิการข่าวกรองสภาผู้แทนราษฎรจากเดโมแครต หนึ่งใน 8 สมาชิกสภาคองเกรสที่ได้รับบรีฟข้อมูลจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางแทบไม่เคยจบสวยเลย ความขัดแย้งกับอิหร่านสามารถยกระดับและออกนอกลู่นอกทางได้อย่างง่ายดาย ทำไมทรัมป์ถึงไม่เคยเรียนรู้จากอดีต

ก่อนหน้านี้มีความพยายามเจรจาทางการทูตมาแล้ว 3 ครั้ง โดยผู้ที่ทำหน้าที่คนกลางก็คือรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บาดร์ อัลบูไซดี หลังเกิดการโจมตี เขาบอกว่ารู้สึก “ตะลึง” เพราะนี่คืออีกครั้งที่การเจรจาถูกบั่นทอน ไม่เป็นประโยชน์กับสันติภาพโลก และขอให้สหรัฐฯ ไม่ถูกดูดเข้าไปมากกว่านี้เพราะนี่ “ไม่ใช่สงครามของคุณ”

ที่ผ่านมาอิหร่านมีรัสเซียคอยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด หลังเกิดสงครามรอบใหม่ ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซียคนสนิทของวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานสภาความมั่นคงได้ออกมาเปรียบเปรยได้อย่างน่าสนใจว่า การเจรจาที่ผ่านมาเป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น ในที่สุดสหรัฐฯ ที่เขาเรียกว่า “ผู้รักษาสันติภาพ” ก็ได้ก่อสงครามอีกครั้ง คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอดทนรอเห็นจุดจบของศัตรูมากกว่ากัน ระหว่างสหรัฐฯ ที่มีอายุไม่ถึง 250 ปี กับอาณาจักรเปอร์เซียที่ก่อตั้งมากว่า 2,500 ปี เพราะฉะนั้นอีกสัก 100 ปี ค่อยมาดูว่าจะเป็นอย่างไร

แม้จะมีคำเตือนมาจากผู้บัญชาการทหารและที่ปรึกษาหลายคน แต่ในที่สุดทรัมป์ก็เลือกสงครามมากกว่าการทูต ตัวเขาเองเคยพูดหลายต่อหลายครั้งว่าสงครามในตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ในอดีตคือความล้มเหลวที่เสียทั้งเงินและชีวิตของทหารอเมริกันไปมหาศาล สุดท้ายทรัมป์จะสามารถจบสงครามได้ภายในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่ตั้งใจ หรือจะยืดเยื้อซ้ำรอยผู้นำสหรัฐฯ ในอดีต เรามาจับตาไปพร้อมกันครับ!