⚽[แนวร่วมต่อต้านจากทั่วโลก]
แรงต้านที่รุนแรงที่สุดมาจาก UEFA ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า "ฟุตบอลโลกไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฟีฟ่ามีสิทธิขาย" พร้อมเตือนว่าจิตวิญญาณและธรรมาภิบาลของวงการฟุตบอลไม่ควรถูกส่งต่อให้นักลงทุนเอกชน อีกทั้งยังขู่ว่าจะพิจารณาคว่ำบาตรกิจกรรมของฟีฟ่าหากแผนดังกล่าวเดินหน้าต่อ โดยเรียกร้องให้ฟีฟ่าประกาศยุติโครงการอย่างถาวร
กระแสคัดค้านไม่ได้จำกัดอยู่ในยุโรปเท่านั้น AFC และ CONCACAF ต่างวิจารณ์กระบวนการทำงานของฟีฟ่าว่าขาดความโปร่งใสและเร่งรัดเกินไป โดยไม่ได้หารือกับองค์กรฟุตบอลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สหภาพนักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ (FIFPRO) และสมาคมลีกฟุตบอลโลก (WLA) ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อพิพาทกับฟีฟ่าเรื่องปฏิทินการแข่งขันอยู่แล้ว ก็ออกมาเตือนว่า การเปิดรับเงินทุนเอกชนจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ฟีฟ่าขยายการแข่งขันเพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของนักฟุตบอลทั่วโลก
⚽[รอยร้าวจากภายในฟีฟ่า]
สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดแรงต่อต้านจากผู้บริหารระดับสูงของฟีฟ่าเอง คาร์ลอส คอร์เดโร อดีตประธานสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ และที่ปรึกษาระดับสูงของอินฟานติโน ประกาศลาออกเพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่า ฟีฟ่ามีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสำรองจำนวนมาก และสามารถสร้างรายได้จากฟุตบอลโลกหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะขายผลประโยชน์ระยะยาวของฟุตบอลโลกเพื่อแลกกับเงินลงทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและกรอบเวลาพิจารณาที่เร่งรีบผิดปกติ
ไม่นานหลังจากนั้น เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของอินฟานติโนอย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จำนวนมากไม่เคยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับโครงการนี้ และมองว่า FFE เป็นโครงการที่สะท้อนการรวมศูนย์อำนาจและการขาดธรรมาภิบาล พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำวงการฟุตบอลร่วมกันทบทวนและยุติแผนดังกล่าว
⚽[จุดจบของโครงการและบทเรียนครั้งสำคัญ]
เมื่อเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายนอกและภายในองค์กร อินฟานติโนจึงประกาศยกเลิกโครงการ FIFA Forward Enterprise โดยให้เหตุผลว่า เป้าหมายของฟีฟ่าคือการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาฟุตบอล และเมื่อข้อเสนอนี้ไม่สามารถสร้างฉันทามติจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ ก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างแนวคิดของกองทุนเอกชนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุน กับบทบาทของฟีฟ่าในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งมีหน้าที่ดูแลและพัฒนาฟุตบอลโลก นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นว่า แม้ฟีฟ่าจะเป็นองค์กรสูงสุดของฟุตบอลโลก แต่คุณค่าทางการค้าและความนิยมของฟุตบอลโลกยังคงพึ่งพาสโมสร นักเตะ และสมาคมฟุตบอลในยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยุโรปไม่ให้ความร่วมมือ มูลค่าทางธุรกิจของฟุตบอลโลกก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ท้ายที่สุด วิกฤต FFE จึงไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวของโครงการระดมทุน แต่ยังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และดุลอำนาจในวงการฟุตบอลโลก เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำว่า แม้ฟุตบอลจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่การบริหารเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกยังต้องอาศัยความไว้วางใจจากทุกฝ่าย และไม่อาจขับเคลื่อนด้วยตรรกะของตลาดทุนเพียงอย่างเดียวได้