เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS: เอกชนร่วมลงทุน "ฟุตบอลโลก" แผนที่พังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

01 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

SPORTS: เอกชนร่วมลงทุน "ฟุตบอลโลก" แผนที่พังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

การบริหารฟุตบอลโลกกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ภายใต้การนำของ จานนี อินฟานติโน เสนอแนวคิดจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ FIFA Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันฟุตบอลโลกชาย ฟุตบอลโลกหญิง และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก พร้อมเปิดทางให้กองทุนเอกชนเข้าถือหุ้นส่วนน้อยไม่เกิน 20% แลกกับการระดมทุนสูงสุด 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะกลไกสร้างรายได้ใหม่ เพื่อนำเงินกลับไปพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการนำทรัพย์สินสาธารณะของวงการฟุตบอลเข้าสู่ระบบทุน จนนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์องค์กร

 

ฟีฟ่าประเมินมูลค่าของ FFE ไว้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแต่งตั้งสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง J.P. Morgan เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน พร้อมดึงกลุ่มทุนเอกชนอย่าง Thrive Eternal ซึ่งมี Joshua Kushner เป็นผู้ก่อตั้ง เข้าร่วมเป็นนักลงทุนหลัก แผนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุน แต่ยังมาพร้อมข้อเสนอจูงใจต่อสมาคมฟุตบอลสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ โดยฟีฟ่าสัญญาว่าจะมอบเงินสนับสนุนพิเศษก้อนละ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นปี 2027 รวมถึงเพิ่มงบสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลในแต่ละรอบ 4 ปี จาก 8 ล้านดอลลาร์เป็น 20 ล้านดอลลาร์ต่อสมาคม เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน สนามฝึกซ้อม และระบบพัฒนาเยาวชนทั่วโลก

 

อินฟานติโนอธิบายว่า แผนดังกล่าวเป็นการ "กระจายอำนาจทางการเงิน" ให้ประเทศสมาชิกที่มีทรัพยากรจำกัดได้รับประโยชน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับการสนับสนุนจากหลายชาติขนาดเล็ก แต่กลับเผชิญแรงต้านอย่างรวดเร็วจากองค์กรฟุตบอลระดับภูมิภาคและผู้บริหารภายในฟีฟ่าเอง ซึ่งมองว่าแนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนฟุตบอลโลกจากสมบัติร่วมของวงการฟุตบอลให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินของนักลงทุนเอกชน

⚽[บทเรียนจากความพยายามที่เคยล้มเหลว]

แท้จริงแล้ว ความพยายามดึงทุนเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปในปี 2018 อินฟานติโนเคยผลักดันโครงการร่วมกับ SoftBank และกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างการแข่งขันระดับโลกและขยายฟุตบอลสโมสรโลก แต่สุดท้ายต้องยุติลงหลังถูกคัดค้านอย่างหนักจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการฟุตบอล

 

ข้อเสนอ FFE ในปี 2026 จึงถูกมองว่าเป็นการกลับมาอีกครั้งของแนวคิดเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการสร้างรายการแข่งขันใหม่ มาเป็นการนำสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลกเข้าไปอยู่ในบริษัทลูกที่เปิดให้เอกชนถือหุ้น แม้ฟีฟ่าจะยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวยังอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่า การเปิดทางให้ผู้ลงทุนภายนอกเข้ามามีส่วนได้เสีย ย่อมสร้างแรงกดดันให้ฟุตบอลโลกต้องตอบโจทย์ผลกำไรเหนือพันธกิจด้านการพัฒนากีฬาในระยะยาว

⚽[แนวร่วมต่อต้านจากทั่วโลก]

แรงต้านที่รุนแรงที่สุดมาจาก UEFA ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า "ฟุตบอลโลกไม่ใช่ทรัพย์สินที่ฟีฟ่ามีสิทธิขาย" พร้อมเตือนว่าจิตวิญญาณและธรรมาภิบาลของวงการฟุตบอลไม่ควรถูกส่งต่อให้นักลงทุนเอกชน อีกทั้งยังขู่ว่าจะพิจารณาคว่ำบาตรกิจกรรมของฟีฟ่าหากแผนดังกล่าวเดินหน้าต่อ โดยเรียกร้องให้ฟีฟ่าประกาศยุติโครงการอย่างถาวร

 

กระแสคัดค้านไม่ได้จำกัดอยู่ในยุโรปเท่านั้น AFC และ CONCACAF ต่างวิจารณ์กระบวนการทำงานของฟีฟ่าว่าขาดความโปร่งใสและเร่งรัดเกินไป โดยไม่ได้หารือกับองค์กรฟุตบอลที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สหภาพนักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ (FIFPRO) และสมาคมลีกฟุตบอลโลก (WLA) ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อพิพาทกับฟีฟ่าเรื่องปฏิทินการแข่งขันอยู่แล้ว ก็ออกมาเตือนว่า การเปิดรับเงินทุนเอกชนจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ฟีฟ่าขยายการแข่งขันเพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของนักฟุตบอลทั่วโลก

 

⚽[รอยร้าวจากภายในฟีฟ่า]

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดแรงต่อต้านจากผู้บริหารระดับสูงของฟีฟ่าเอง คาร์ลอส คอร์เดโร อดีตประธานสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ และที่ปรึกษาระดับสูงของอินฟานติโน ประกาศลาออกเพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่า ฟีฟ่ามีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสำรองจำนวนมาก และสามารถสร้างรายได้จากฟุตบอลโลกหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะขายผลประโยชน์ระยะยาวของฟุตบอลโลกเพื่อแลกกับเงินลงทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและกรอบเวลาพิจารณาที่เร่งรีบผิดปกติ

 

ไม่นานหลังจากนั้น เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของอินฟานติโนอย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จำนวนมากไม่เคยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับโครงการนี้ และมองว่า FFE เป็นโครงการที่สะท้อนการรวมศูนย์อำนาจและการขาดธรรมาภิบาล พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำวงการฟุตบอลร่วมกันทบทวนและยุติแผนดังกล่าว

 

⚽[จุดจบของโครงการและบทเรียนครั้งสำคัญ]

เมื่อเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายนอกและภายในองค์กร อินฟานติโนจึงประกาศยกเลิกโครงการ FIFA Forward Enterprise โดยให้เหตุผลว่า เป้าหมายของฟีฟ่าคือการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาฟุตบอล และเมื่อข้อเสนอนี้ไม่สามารถสร้างฉันทามติจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ ก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างแนวคิดของกองทุนเอกชนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุน กับบทบาทของฟีฟ่าในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งมีหน้าที่ดูแลและพัฒนาฟุตบอลโลก นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นว่า แม้ฟีฟ่าจะเป็นองค์กรสูงสุดของฟุตบอลโลก แต่คุณค่าทางการค้าและความนิยมของฟุตบอลโลกยังคงพึ่งพาสโมสร นักเตะ และสมาคมฟุตบอลในยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยุโรปไม่ให้ความร่วมมือ มูลค่าทางธุรกิจของฟุตบอลโลกก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

 

ท้ายที่สุด วิกฤต FFE จึงไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวของโครงการระดมทุน แต่ยังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และดุลอำนาจในวงการฟุตบอลโลก เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำว่า แม้ฟุตบอลจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่การบริหารเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกยังต้องอาศัยความไว้วางใจจากทุกฝ่าย และไม่อาจขับเคลื่อนด้วยตรรกะของตลาดทุนเพียงอย่างเดียวได้

ข่าวล่าสุด