เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : เมืองหลวงสำรอง "ญี่ปุ่น" หนีภัยพิบัติ หรือ ดีลลับการเมือง ?

02 ส.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : เมืองหลวงสำรอง "ญี่ปุ่น" หนีภัยพิบัติ หรือ ดีลลับการเมือง ?

แม้จะเตรียมพร้อมรับมือดีแค่ไหน แต่แผ่นดินไหวก็ยังคงเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศญี่ปุ่นอยู่เสมอ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายแล้ว และยังซ้ำรอยพื้นที่เดิมเมื่อ 10 ปีก่อนด้วย

ในหนึ่งปีญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 5,000 ครั้ง ในจำนวนนี้มีขนาดที่มนุษย์รู้สึกได้ประมาณ 1,500 ครั้ง หรือตกวันละ 4 ครั้งเลยทีเดียว หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นแน่นอนว่าพื้นที่ที่เสี่ยงจะเกิดความสูญเสียมากที่สุดก็คือกรุงโตเกียวเมืองหลวง ด้วยความที่มีจำนวนประชากรหนาแน่นที่สุด คิดเป็น 30% ของทั้งประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 20% ของจีดีพี และยังเป็นที่ตั้งของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากกว่าครึ่งหนึ่งด้วย โดยมีการคาดการณ์กันว่ากรุงโตเกียวเสี่ยงจะเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปภายใน 30 ปีข้างหน้าถึง 70%

 

🔵 [เมืองหลวงไม่ได้ย้าย...แค่สำรอง]

 

ในที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาวุฒิสภาญี่ปุ่นได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายตั้ง "เมืองหลวงสำรอง" ในกรณีที่กรุงโตเกียวเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ โดยร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนฉิวเฉียด 123 ต่อ 121 เสียง เพราะแม้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ จะมีเสียงข้างมากท่วมท้นในสภาผู้แทนราษฎร แต่เธอยังคงรับมรดกมาจากนายกฯ คนก่อนที่แพ้การเลือกตั้งในสภาสูง ทำให้พรรครัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

เป็นที่น่าสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การ “ย้ายเมืองหลวง” เหมือนกับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย แต่เป็นการตั้งเมืองหลวงสำรองเฉพาะกิจในเงื่อนไขที่กรุงโตเกียวไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศได้อีกต่อไปเท่านั้น และที่สำคัญกฎหมายยังไม่ได้จำกัดจำนวนของเมืองหลวงสำรองด้วย โดยมีเวลา 1 ปี ให้กรรมการซึ่งมีนายกฯ นั่งเป็นประธานคัดเลือก และจะตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีคนหนึ่งขึ้นมาดูแลโครงการนี้โดยเฉพาะ

🔵 [“โอซากา” เต็งหนึ่ง]

 

สำหรับคุณสมบัติสำคัญในการเป็นเมืองหลวงสำรอง นอกจากเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน ขนาดเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรแล้ว อย่างน้อยเมืองดังกล่าวต้องมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดภัยพิบัติพร้อมกับกรุงโตเกียวด้วย นั่นหมายความว่าเมืองนี้ต้องมีที่ตั้งอยู่ห่างจากโตเกียวพอสมควร โดยมี หลายเมืองใหญ่ที่ถูกจับตามอง ทั้งโอซากา ฟุกุโอกะ ฮอกไกโด มิยางิ และไอจิที่คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่โด่งดังจากการเป็นฐานการผลิตของโตโยต้า อย่างไรก็ตามไอจิห่างจากโตเกียวเพียง 260 กิโลเมตรเท่านั้น

 

จากบรรดาแคนดิเดตทั้งหมด ขณะนี้ “โอซากา” ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเรื่องคุณสมบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะที่นี่คือฐานเสียงของ “พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น” หรือพรรคอิชิน พรรคร่วมรัฐบาลที่เข้ามาช่วยกู้วิกฤตทางการเมืองให้กับพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยหรือ NLD ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลของทาคาอิจิ

 

🔵 [ดีล (ไม่) ลับ?]

 

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงที่อดีตนายกฯ ชิเงรุ อิชิบะ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพี ปรากฏว่าพรรคโคเมโตะที่ร่วมรัฐบาลมากับแอลดีพีอย่างยาวนานกว่า 26 ปี ได้ประกาศย้ายขั้วการเมืองไปจับมือกับฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวกรณีทุจริตงบประมาณภายในแอลดีพี และจุดยืนที่ต่างกันระหว่างพรรคโคเมโตะที่ใฝ่สันติและทาคาอิจิที่เป็นสายเหยี่ยวซึ่งต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟื้นกองทัพญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่

ท้ายที่สุดพรรคอิชินก็ได้เข้ามาช่วยให้ทาคาอิจิสามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยพรรคนี้ได้ชูความเป็นพรรคท้องถิ่นของโอซาก้า ด้วยการผลักดันนโยบาย "แผนมหานครโอซาก้า" ในขณะที่ผู้ก่อตั้งพรรคในปี 2558 โทรุ ฮาชิโมโตะ ก็เป็นอดีตผู้ว่าจังหวัดโอซาก้า นอกจากนี้ผู้ว่าอีก 2 คนต่อมาจนถึงปัจจุบันก็ล้วนมาจากพรรคอิชินทั้งสิ้น

 

ดังนั้นหลายคนจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า กฎหมายที่เพิ่งผ่านสภาไปเป็นการตอบแทนทางการเมืองให้กับพรรคอิชินหรือไม่ และต้องจับตาว่าตำแหน่งรัฐมนตรีที่จะมาดูแลแผนเลือกเมืองหลวงสำรองจะเป็นคนของพรรคอิชินด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันแม้ที่ผ่านมาชาวโอซาก้าจะเคยลงมติคว่ำแผนมหานครไปแล้ว 2 ครั้งในปี 2558 และ 2563 แต่พรรคอิชินก็ยังผลักดันการลงประชามติรอบที่ 3 ในช่วงต้นปีหน้าต่อไป

 

🔵 [ได้ไม่คุ้มเสีย?]

 

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในด้านหนึ่งการมีเมืองหลวงที่สองย่อมทำให้เกิดการกระจายตัวของการพัฒนาออกจากกรุงโตเกียว แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเกิดความกังวลกันว่า งบประมาณทั่วประเทศของเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่สองเมืองนี้จะยิ่งกระจุกมากกว่ากระจายหรือไม่ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเค้กชิ้นหนึ่งที่ขนาดเท่าเดิม แต่จากเค้กชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น เค้กชิ้นเล็ก 9 ชิ้น กลายเป็นเค้กชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น แล้วอีก 8 ชิ้นที่เหลือก็จะยิ่งมีขนาดเล็กลงไปอีกนั่นเอง

 

ยังไม่นับเรื่องของหนี้สาธารณะที่รัฐบาลทาคาอิจิมีนโยบายประชานิยม การมีเมืองหลวงแห่งที่สองจะยิ่งทำให้ประเทศถลำลึกลงไปกว่าระดับ 230% ต่อจีดีพี แย่ที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกหรือไม่ และจะยิ่งเสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังสกุลเงินเย็นของญี่ปุ่นทำสถิติอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 40 ปี

 

ในขณะที่หลายประเทศเคยมีการศึกษาเรื่องเมืองหลวงแห่งใหม่ อย่างประเทศไทยก็เคยมีแนวคิดมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้ง แต่มีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ผลักดันจนย้ายเมืองหลวงสำเร็จ ต้องจับตาแผนการของญี่ปุ่นซึ่งเคยมีเมืองหลวงที่นาราและเกียวโตก่อนจะมาเป็นโตเกียวในปัจจุบันว่าจะเดินหน้าได้จนสุดทางหรือไม่ หรือนี่จะเป็นนโยบายที่กระทบต่อความอยู่รอดของรัฐบาลทาคาอิจิเอง เพราะตอนนี้คะแนนนิยมของเธอกำลังตกต่ำถึงขีดสุด ทั้งที่รับตำแหน่งนายกฯ มาได้ยังไม่ถึงปี

ข่าวล่าสุด