ท้ายที่สุดพรรคอิชินก็ได้เข้ามาช่วยให้ทาคาอิจิสามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยพรรคนี้ได้ชูความเป็นพรรคท้องถิ่นของโอซาก้า ด้วยการผลักดันนโยบาย "แผนมหานครโอซาก้า" ในขณะที่ผู้ก่อตั้งพรรคในปี 2558 โทรุ ฮาชิโมโตะ ก็เป็นอดีตผู้ว่าจังหวัดโอซาก้า นอกจากนี้ผู้ว่าอีก 2 คนต่อมาจนถึงปัจจุบันก็ล้วนมาจากพรรคอิชินทั้งสิ้น
ดังนั้นหลายคนจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า กฎหมายที่เพิ่งผ่านสภาไปเป็นการตอบแทนทางการเมืองให้กับพรรคอิชินหรือไม่ และต้องจับตาว่าตำแหน่งรัฐมนตรีที่จะมาดูแลแผนเลือกเมืองหลวงสำรองจะเป็นคนของพรรคอิชินด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันแม้ที่ผ่านมาชาวโอซาก้าจะเคยลงมติคว่ำแผนมหานครไปแล้ว 2 ครั้งในปี 2558 และ 2563 แต่พรรคอิชินก็ยังผลักดันการลงประชามติรอบที่ 3 ในช่วงต้นปีหน้าต่อไป
🔵 [ได้ไม่คุ้มเสีย?]
เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในด้านหนึ่งการมีเมืองหลวงที่สองย่อมทำให้เกิดการกระจายตัวของการพัฒนาออกจากกรุงโตเกียว แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเกิดความกังวลกันว่า งบประมาณทั่วประเทศของเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่สองเมืองนี้จะยิ่งกระจุกมากกว่ากระจายหรือไม่ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเค้กชิ้นหนึ่งที่ขนาดเท่าเดิม แต่จากเค้กชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น เค้กชิ้นเล็ก 9 ชิ้น กลายเป็นเค้กชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น แล้วอีก 8 ชิ้นที่เหลือก็จะยิ่งมีขนาดเล็กลงไปอีกนั่นเอง
ยังไม่นับเรื่องของหนี้สาธารณะที่รัฐบาลทาคาอิจิมีนโยบายประชานิยม การมีเมืองหลวงแห่งที่สองจะยิ่งทำให้ประเทศถลำลึกลงไปกว่าระดับ 230% ต่อจีดีพี แย่ที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกหรือไม่ และจะยิ่งเสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังสกุลเงินเย็นของญี่ปุ่นทำสถิติอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 40 ปี
ในขณะที่หลายประเทศเคยมีการศึกษาเรื่องเมืองหลวงแห่งใหม่ อย่างประเทศไทยก็เคยมีแนวคิดมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้ง แต่มีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ผลักดันจนย้ายเมืองหลวงสำเร็จ ต้องจับตาแผนการของญี่ปุ่นซึ่งเคยมีเมืองหลวงที่นาราและเกียวโตก่อนจะมาเป็นโตเกียวในปัจจุบันว่าจะเดินหน้าได้จนสุดทางหรือไม่ หรือนี่จะเป็นนโยบายที่กระทบต่อความอยู่รอดของรัฐบาลทาคาอิจิเอง เพราะตอนนี้คะแนนนิยมของเธอกำลังตกต่ำถึงขีดสุด ทั้งที่รับตำแหน่งนายกฯ มาได้ยังไม่ถึงปี