ดร.ปิยะกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่อยากให้สังคมสร้างกระแสความตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน การปรับปรุงพันธุ์พืชถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องใช้องค์ความรู้ ความชำนาญ และงบประมาณมหาศาล หากไม่มีนักปรับปรุงพันธุ์ พืชในธรรมชาติก็จะไม่สามารถให้ผลผลิตหรือมีคุณค่าทางอาหารสูงเพียงพอต่อการเลี้ยงประชากรได้ สังคมจึงควรให้ความเป็นธรรมกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช ไม่ใช่มองว่าเป็นผู้ร้าย
ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อนั้น ต้องทำความเข้าใจในลักษณะทางชีววิทยาของพืชแต่ละชนิด พืชผสมตัวเอง (สายพันธุ์แท้) เช่น ข้าว เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามปกติ
พืชผสมข้าม (ลูกผสม) เช่น ข้าวโพด หากเก็บเมล็ดไปปลูกต่อ ผลผลิตจะลดลงและกระจายตัวทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของพืช ไม่ใช่ข้อจำกัดทางกฎหมาย
พืชขยายพันธุ์ด้วยกิ่งหรือลำต้น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผลติดตาต่อกิ่ง สามารถขยายพันธุ์ได้ตามปกติ
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่นั้น ในต่างประเทศจะมีข้อยกเว้นสำหรับพืชที่เป็นพืชอาหารหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารอยู่แล้ว และปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป จึงไม่ควรสร้างความตระหนกไปล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน ประเด็นการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัย รัฐ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่นั้น ดร.ปิยะชี้แจงว่า หน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัยในไทยไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการวิจัยและพัฒนาได้อย่างครอบคลุม การที่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนวิจัยร่วมหรือจ้างบริการทางวิชาการ โดยกำหนดสัดส่วนความเป็นเจ้าของสิทธิบัตรตามข้อตกลง เช่น 100% หรือ 80:20 ถือเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของสถาบันการศึกษาทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและทำให้เกษตรกรได้มีพันธุ์พืชคุณภาพสูงใช้งาน
"ประเทศไทยมีนักปรับปรุงพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกและเอเชีย จนส่งออกบุคลากรไปทำงานในหลายประเทศ หากภาครัฐและสังคมเข้าใจ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนอย่างเป็นระบบ การพัฒนาและส่งออกพันธุ์พืชจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล" นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทยกล่าวทิ้งท้าย