svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Exclusive

หลงโซเชียล “ธนาธร” ท้องถิ่นสิ้นมนต์ “ณัฐพงษ์” เพ้อปั้นอาสาสีส้มล้มบ้านใหญ่

28 ก.พ. 2569

ถอดบทเรียน ณัฐพงษ์ ตั้งอาสาสีส้มสู้สนาม สส.เขต ธนาธร ล้มเหลวปูฐานท้องถิ่น Mission Impossible ไม่เป็นจริง

เบื้องหลังประชาชนพ่าย หลงกระแสโซเชียล มุ่งการตลาดแอร์วอร์ สูญเสียพื้นที่ สส.เขต ในชนบท บ้านใหญ่เอาคืนส้ม

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สส.หนที่ผ่านมา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ลั่นคำโตๆเรียกร้องประชาชนออกมาสร้าง Mission Impossible ตั้งรัฐบาลของประชาชน

จะว่าไปแล้ว พรรคประชาชนยังเดินตามรอยพรรคก้าวไกล ใช้กลยุทธ์แอร์วอร์ คู่ขนานการตั้งเวทีปราศรัย ไปหาเสียงจังหวัดไหน ก็มีภาพ “มาลัยท่วมคอท่วมหัว” ทั้งธนาธร และหัวหน้าเท้ง แต่ สส.เขตไม่เข้าเป้า

ปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ ได้ สส.เขต 30 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ สส. 51 ที่นั่ง รวม 81 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูลาร์โหวต 6 ล้านเสียง

ปี 2566 พรรคก้าวไกล ได้ สส. 112 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง รวม 151 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูลาร์โหวต 14 ล้านเสียง

ปี 2569 พรรคประชาชน ได้ สส.เขต 87 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 31 ที่นั่ง รวม 118 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูล่าร์โหวต 9 ล้านเสียง

ดังนั้น “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จึงระดมว่าที่ สส.และอดีต สส.สรุปบทเรียนถอดสูตรความพ่ายแพ้ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อ 21-22 ก.พ. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ 

มีข้อสรุปจากพลพรรคสีส้มที่น่าสนใจคือ การทำงานเชิงพื้นที่ของพรรคประชาชน แม้พรรคส้มจะมีกระแสสูงในเขตชนบท แต่ชาวบ้านยังตัดสินใจแบบเดิมคือ สส.เขต เลือก “บ้านใหญ่” ส่วน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือก “พรรคส้ม” 

พูดง่ายๆ กระแสส้มในต่างจังหวัด ยังไม่แรงพอจะอุ้ม สส.เข้าสภาได้ และยังพ่ายระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น

หาเสียงครั้งไหน ก็มีมาลัยท่วมหัว แต่คะแนน สส.เขต ไม่มา

ดังนั้น “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จึงระดมว่าที่ สส.และอดีต สส.สรุปบทเรียนถอดสูตรความพ่ายแพ้ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อ 21-22 ก.พ. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ 

มีข้อสรุปจากพลพรรคสีส้มที่น่าสนใจคือ การทำงานเชิงพื้นที่ของพรรคประชาชน แม้พรรคส้มจะมีกระแสสูงในเขตชนบท แต่ชาวบ้านยังตัดสินใจแบบเดิมคือ สส.เขต เลือก “บ้านใหญ่” ส่วน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือก “พรรคส้ม” 

พูดง่ายๆ กระแสส้มในต่างจังหวัด ยังไม่แรงพอจะอุ้ม สส.เข้าสภาได้ และยังพ่ายระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น

ดังนั้น พรรคประชาชน จึงมีแนวคิดจัดตั้ง “อาสาส้ม” หรือ “อสส” ขึ้นมา โดยระบบจัดตั้งของพรรคส้ม จะไม่ใช่ระบบเงิน ไม่ใช่หัวคะแนน ไม่ใช่เครือข่ายอุปถัมภ์ เครือข่ายกลไกรัฐราชการ 

เป้าหมายขั้นต่ำของพรรคประชาชนคือการสร้างเครือข่าย “อาสาส้ม” ให้ครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ

จริงๆแล้ว ในหมู่ผู้ปฏิบัติงานของพรรคสีส้ม มีการถกเถียงเรื่อง “จัดตั้งมวลชน” ในพื้นที่มาตั้งแต่อนาคตใหม่ จนถึงก้าวไกล แต่แกนนำพรรคส้มยังเชื่อในพลังโซเชียล และกลยุทธ์สร้างกระแสพรรค 

หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ร่วมกับขับเคลื่อนการเมืองท้องถิ่น ในนามคณะก้าวหน้า ตั้งแต่การเลือกตั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต.

ลึกๆแล้ว “ธนาธร” ก็หวังจะสร้างฐานการเมืองระดับรากหญ้าให้กับพรรคสีส้ม เพื่อเอาชนะเครือข่ายระบอบบ้านใหญ่ให้ได้

หัวหน้าเท้ง ลงพื้นที่ขอนแก่น เขต 2 หาข้อมูล สส.แบงก์ชัย ที่ได้รับเลือกเป็น สส.อีกสมัย

อาจสามารถโมเดลสิ้นมนต์

เอ่ยถึงโครงการ “น้ำประปาดื่มได้” ย่อมนึกถึง “อาจสามารถโมเดล” ซึ่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทุ่มเทปั้นเทศบาลแห่งนี้ให้เป็นเรือธงท้องถิ่น

ย้อนไปเมื่อปี 2564 เทพพร จำปานวน ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลอาจสามารถ คณะก้าวหน้า ได้รับชัยชนะ กลายเป็น “เทศบาลสีส้ม” แห่งแรกใน อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด

ธนาธรนำทีมวิศวกรน้ำมาทำงานร่วมกับผู้บริหารเทศบาล ปรับปรุงคุณภาพน้ำสำเร็จภายใน 99 วัน ประกาศชัยชนะ “น้ำประปาดื่มได้” 

คณะก้าวหน้า พยายามปั้น “อาจสามารถ” เป็น “ชุมชนในฝัน” มีการจัดงานคราฟต์ เปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนออกมาแสดงผลงานศิลปะ และตั้งเป้าพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ 

4 ปีผ่านไป ประชาชนในเขตเทศบาลอาจสามารถ กลับแสดงออกผ่านหีบบัตรเลือกตั้งว่า ไม่เอาเทศบาลสีส้ม

เมื่อ 11 พ.ค.2568 ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลอาจสามารถ เทพพร จำปานวน อดีตนายกเทศมนตรีฯ คณะก้าวหน้า พ่าย “ซ้ออ้วน” นวลรัตน์ พันธโคตร กลุ่มรักษ์อาจสามารถ (ค่ายเพื่อไทย)

สื่อท้องถิ่นในร้อยเอ็ดรายงานผลเลือกตั้งเทศบาลตำบลอาจสามาร โดยพาดหัวข่าวว่า “ประปาดื่มได้สิ้นมนต์ขลัง”

 

บทเรียนพ่ายยับที่เมืองมุก

บทสรุปจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชน ยังปักธง “สส.เขต”ในพื้นที่เมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่ได้เหมือนปี 2566

ขณะที่ในต่างจังหวัดห่างไกลกรุงเทพฯ พรรคส้มสูญเสียที่นั่ง สส.เขตไปจำนวนไม่น้อยอาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี พิษณุโลก ตาก ขอนแก่น และมุกดาหาร 

กรณี จ.มุกดาหาร น่าสนใจยิ่ง เมื่อ “หนึ่ง” ณกร ชารีพันธ์ ได้รับเลือกเป็น สส.มุกดาหาร เขต 2 เมื่อปี 2566

เขต 2 ประกอบด้วย อ.นิคมคำสร้อย อ.หนองสูง อ.คำชะอี อ.ดงหลวง และ อ.เมืองมุกดาหาร (เฉพาะ 4 ตำบล) โดยภาพรวมเป็นพื้นที่ชนบท

ณกร ชารีพันธ์ ชาวนิคมคำสร้อย เภสัชกรโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.มุกดาหาร ชนะ บุญฐิณ ประทุมลี อดีต สส.มุกดาหาร 2 สมัย พรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องที่คนเมืองมุกโจษขานกันเซ็งแซ่

สำหรับการเลือกตั้ง สส.มุกดาหาร ปี 2569 ณกร ชารีพันธ์ แชมป์เก่าหลุดมาอยู่อันดับ 3 ได้ 15,578 คะแนน (สมัยปี 2566 หนึ่ง-ณกร ได้ 28,555 คะแนน)

ผู้ชนะคือ “เลขาดำไตรสรณคมน์ หนองเรือง” บ้านใหญ่ใจถึง พรรคกล้าธรรม ได้ 41,983 คะแนน ซึ่ง “เลขาดำ” เพิ่งลงสมัคร สส.ครั้งแรก

ความล้มเหลวของ “อาจสามารถโมเดล” และการปราชัยแบบสิ้นสภาพของ ณกร ชารีพันธ์ อดีต สส.มุกดาหาร เป็นโจทย์ยากของแกนนำพรรคส้มและผู้นำจิตวิญญาณ

หนทางเอาชนะบ้านใหญ่ของพรรคส้ม ไม่ได้อยู่ที่การจัดตั้ง “อาสาสีส้ม” หากแต่อยู่การเปลี่ยน “วิธีคิด” ของธนาธร หรือหัวหน้าเท้ง หยุดเพ้อฝันและกลับมาอยู่ในโลกการเมืองที่เป็นจริง