ยกสุดท้าย “ธนาธร” โดดอุ้ม “ชัยวัฒน์” มุ่งแชมป์ ส.ก.สยบดราม่าระบอบอาเฮีย
21 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

ไล่กวด ชัชชาติ ไม่ทัน “ธนาธร” หันมาอุ้ม “ชัยวัฒน์” วิ่งล่าแชมป์ ส.ก. สยบดราม่าระบอบอาเฮียในพรรคส้ม
Exclusive
21 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

ไล่กวด ชัชชาติ ไม่ทัน “ธนาธร” หันมาอุ้ม “ชัยวัฒน์” วิ่งล่าแชมป์ ส.ก. สยบดราม่าระบอบอาเฮียในพรรคส้ม
โค้งสุดท้าย ธนาธร ลุยเองอุ้ม โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หลังทุกโพลสำนักฟันธง ชัชชาติ วิ่งนำลิ่ว ทิ้งส้มไม่เห็นฝุ่น
ส้มหาเสียงเดือดสาดวาทกรรมระบอบอากง-ระบอบสีน้ำเงิน บังเอิญลืมไปว่า มีระบอบอาเฮียเป็นจุดอ่อนอยู่ในพรรคตัวเอง
ม้าแข่งศึกชิงเมืองหลวงผ่านโค้งวิ่งเข้าทางตรงแล้ว “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคประชาชน จึงต้องมาลุยหาเสียงเคียงข้าง “โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร" ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน
ยุทธวิธีพรรคส้มช่วง 100 เมตรสุดท้ายคือ พุ่งไปเป้าที่สนาม ส.ก. โดย “ธนาธร” ตระเวนไปทุกเขต เพราะความหวังสุดท้ายที่จะพ่ายแพ้แบบไม่เสียหน้าคือ ต้องเป็นแชมป์ ส.ก.ปี 2569
เนื่องจากผลโพลของทุกสำนักต่างยกให้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนิยมเหนือ “โจ ชัยวัฒน์” ชนิดทิ้งห่าง หากพูดจาภาษาเซียนแถวเยาวราช มวยคู่นี้ปิดกล่องไปแล้ว ไม่มีอัตราต่อรองใดๆ
ที่น่าลุ้นระทึกคือ คะแนนความนิยมอันดับ 2-3 ยังคู่คี่สูสีระหว่าง “โจ ชัยวัฒน์” กับ “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ซึ่งจะเป็นการวัดพลังฝ่าย “เสรีนิยมก้าวหน้า” กับ “อนุรักษนิยม”
ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ได้มีคำว่า “ระบอบอากง” วาทกรรมที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อใช้โจมตีการบริหารงานของ “ชัชชาติ” อดีตผู้ว่าฯ กทม. ก็มี สส.สีส้มบางกลุ่มออกมาโหนกระแสอากงเช่นกัน
นอกจากนี้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ยังโยนระเบิดวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ปั่นกระแสให้คนกรุงเกลียดชังการเมืองเก่า โดยหวังที่ให้ “โหวตเตอร์” เทใจให้พรรคส้มทั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.
ขณะที่เอฟซีเพื่อไทยบางกลุ่ม ไม่พอใจด้อมส้มโยงระบอบสีน้ำเงินไม่ต่างจาก “ระบอบทักษิณ” จึงโพสต์วิจารณ์พรรคประชาชนว่า ภายในองค์กรที่ยกตัวเองฝ่ายก้าวหน้าก็มี “ระบอบอาเฮีย”
นับแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ผ่านมาถึงพรรคประชาชน จุดอ่อนของพลพรรคสีส้มคือ มีโปลิตบูโร(Politburo) เป็นผู้กำกับหลังม่าน
รูปธรรมของการตัดสินใจที่ผิดพลาด ก็หนีไม่พ้นกรณี “อุ้มหนู” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อผู้นำจิตวิญญาณวิ่งไปหาใบอนุญาตจากฝั่งจารีต แต่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของพรรคส้ม
ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. “โปลิตบูโรสีส้ม” ได้ทาบทาม “สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.
ปมร้อน “กุนซือสุรพล” ก่อให้เกิดแรงต้านภายในกลุ่มด้อมส้ม เพราะสุรพลมีประวัติเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม และเคยเป็น สนช.หลังรัฐประหาร 2549
อิทธิพลของโปลิตบูโรสีส้ม ที่มีเหนือกรรมการบริหารพรรคประชาชน จึงทำให้ด้อมแดงเรียกว่า “ระบอบอาเฮีย”
กูรูการเมืองหลายคนวิเคราะห์ว่า สังเวียนเลือกตั้ง ส.ก.รอบนี้ พรรคส้มน่าจะมาเยอะที่สุด อาจได้เก้าอี้ ส.ก.มากกว่า 25 ที่นั่ง
ดังนั้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จึงปรากฏตัวในงานเมืองแคร์คน Policy Fest เมื่อ 20 มิ.ย.2569 พร้อมทั้งลงเดินหาเสียงทั้ง 50 เขต
ทีมผู้สมัคร ส.ก.พรรคส้ม ต้องเจอคู่แข่งสำคัญคือ “ทีมคนทำงาน” หรือทีมเขียวอากง ซึ่งเป็นการรวมพลอดีต ส.ก.บ้านใหญ่ ค่ายเพื่อไทย
กลยุทธ์หาเสียงของทีมคนทำงาน จะเน้นคำว่า “ผู้สมัครอิสระ” และเกาะกระแส ชัชชาติ แบบเนียนๆ
ส่วนผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะได้ลุ้นในโซนใจกลางพระนคร โซนกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก และฝั่งธนบุรี รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ที่นั่ง
มิหนำซ้ำ อดีต ส.ก.บ้านใหญ่ ที่ยังสวมเสื้อแดงลงสนาม อาจจะปักธงได้ในเขตชายขอบเมืองหลวง อย่างน้อย 6-7 ที่นั่ง
เหนืออื่นใด สนาม ส.ก.ต่างจาก สส. เพราะไม่มีเลือกตั้งล่วงหน้า และคนออกมาใช้สิทธิ์น้อย ซึ่งเลือกตั้ง ส.ก.จะเหมือนกับ ส.อบจ.หรือ สท. ที่พรรคส้มจะพ่ายบ้านใหญ่