ทรัมป์ให้สัญญาลดภาษีแก่ภาคธุรกิจ และมีจุดยืนแข็งกร้าวเรื่องการค้าและการตั้งกำแพงภาษี รวมทั้งมองว่า เงินดอลลาร์แข็งค่ากระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า นโยบายของเขาอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และส่งผลต่อค่าเงินในที่สุด
ส่วนแฮร์ริสมีนโยบายปรับขึ้นภาษีสำหรับธุรกิจเป็น 28% จากปัจจุบัน 21% ทำให้ตลาดมองว่า จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของผู้ประกอบการ
และเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการดีเบตเริ่มขึ้น สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญบางอย่าง ที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งได้ แม้ผู้สมัครทั้งสองไม่ได้พูดถึงข้อมูลนี้ระหว่างการดีเบต โดยตัวเลขค่ากลางรายได้ภาคครัวเรือนที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในปีที่แล้วเป็นครั้งแรกนับจากการระบาดของโควิด-19 แต่ยังต่ำกว่าปี 2562 ก่อนช่วงการระบาด
ขณะที่ผลสำรวจพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก คนส่วนใหญ่ยังมีภาพจำว่า เศรษฐกิจดีในช่วงยุคทรัมป์ แต่ในยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเผชิญเงินเฟ้อพุ่งสูง ทำให้แฮร์ริสตกที่นั่งลำบากในการสร้างความเข้าใจว่า ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีไบเดน สามารถทำให้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นและอัตราว่างงานลดลง
ยิ่งกว่านั้นผลสำรวจเมื่อเดือนที่แล้ว พบว่า ผู้ตอบคำถาม 48% เชื่อว่า เงินเฟ้อจะสูงขึ้น หากแฮร์ริสได้รับเลือกตั้ง ขณะที่มีเพียง 37% เชื่อว่า เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ถ้าทรัมป์ชนะ
และน่าจับตาว่า ผลการดีเบตครั้งนี้จะส่งผลมากน้อยแค่ไหนต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และผลการเลือกตั้ง