เนชั่นทีวี

Nation Story

"สกุชชี่" ของเล่นคลายเครียด ฮีลใจวัยทำงาน หรือภัยร้ายก่อมะเร็ง? ส่องวิธีเช็กความปลอดภัยที่ต้องรู้ก่อนสาย!

26 มิ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

"สกุชชี่" ของเล่นคลายเครียด ฮีลใจวัยทำงาน หรือภัยร้ายก่อมะเร็ง? ส่องวิธีเช็กความปลอดภัยที่ต้องรู้ก่อนสาย!

บีบแล้วฟิน...กลิ่นก็หอมหวาน! แต่คุณรู้ไหมว่าเบื้องหลัง "ความนุ่มนิ่มสโลว์ไรส์" ของสกุชชี่ที่คุณหรือลูกกำลังบีบอยู่ทุกวัน อาจกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายและสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายอย่างช้า ๆ?

ทำไมของเล่นยุค 90s ชิ้นนี้ถึงกลับมาทวงคืนพื้นที่ใจของคนวัยทำงาน และในเวลาเดียวกัน มันกลายเป็น "ภัยเงียบข้างโรงเรียน" ที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วนได้อย่างไร? มาร่วมหาคำตอบและทางออกไปพร้อมกัน!

 

🔵 [พื้นที่ฮีลใจของคนวัยทำงาน: ทำไมผู้ใหญ่ยอมจ่ายหลักพันเพื่อ 'บีบของเล่น'?]

กลายเป็นกระแสที่เห็นบนโลกโซเชียล ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนถึงวัยทำงานที่ยอมต่อคิวยาวเหยียดและควักกระเป๋าจ่ายเงิน “หลักพันบาท” เพื่อครอบครอง "สกุชชี่ (Squishy)" แบรนด์พรีเมียมระดับแรร์ไอเทม เช่น สกุชชี่ต่ายยักษ์ (lblduo) ที่ราคาพุ่งทะยานจาก 690 บาท ไปแตะถึง 2,500 บาท หรือแบรนด์ดังอย่าง iBloom และ Mido จนกลายเป็นของสะสมสุดพรีเมียมไม่ต่างจาก "อาร์ตทอย"

 

ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่นชั่วคราว แต่มีงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) ระบุว่า การบีบ หมุน หรือสัมผัสวัตถุที่มีพื้นผิวเฉพาะและมีความยืดหยุ่นสูงอย่างสกุชชี่ ช่วยให้คนวัยทำงานสามารถจัดการความเครียด ควบคุมอารมณ์ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในขณะที่สมองกำลังอ่อนล้าได้จริง โดยอธิบายผ่าน 3 กลไกหลัก

 

การระบายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxation): การออกแรงบีบและปล่อยสลับกัน จะส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่าร่างกายกำลังผ่อนคลายลง

การดึงความสนใจออกจากสิ่งเร้า (Sensory Saturation): สัมผัสที่นุ่มหนึบมือและกลิ่นหอมเฉพาะตัว (เช่น กลิ่นขนมปังอบใหม่ ผลไม้ หรือช็อกโกแลต) ช่วยดึงสมองออกจากวงจรความวิตกกังวลชั่วคราว

 

ทฤษฎีกล่องรับความรู้สึก (Cognitive Load Theory): การขยับมือบีบของเล่นเบา ๆ ช่วยแย่งพื้นที่การประมวลผลส่วนเกินของสมอง ลดความคิดฟุ้งซ่านระหว่างวัน

 

แต่นอกเหนือจากการเป็นอุปกรณ์บำบัดจิตใจของคนออฟฟิศแล้ว... คุณเคยสังเกตไหมว่าสกุชชี่ราคาหลักสิบที่ลูกคุณซื้อมาจากหน้าโรงเรียน มีกลิ่นและสัมผัสที่ต่างออกไปอย่างไร? และมันจะปลอดภัยจริง ๆ หรือหากของเล่นชิ้นนี้ตกไปอยู่ในมือของเด็กเล็ก?

 

🔵 [ความจริงที่น่ากลัว: สารเคมีก่อมะเร็ง และ 'ภัยเงียบ' หลังซองสกุชชี่ปลอม]

ในขณะที่สกุชชี่แบรนด์แท้ต้องใช้วัสดุพรีเมียมที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตลาดอีกด้านกลับเต็มไปด้วย "สกุชชี่ปลอม" หรือของเลียนแบบไร้ยี่ห้อราคาถูกเพียงชิ้นละ 10-30 บาท ซึ่งกำลังระบาดหนักตามหน้าโรงเรียนประถมและร้านค้าออนไลน์ โดยหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคทั่วโลกกำลังสั่งกวาดล้างอย่างหนักเนื่องจากตรวจพบสารเคมีอันตรายเกินมาตรฐาน

 

กอร์ดอน สจ๊วต สมาชิกคณะรัฐมนตรีด้านความปลอดภัยสาธารณะแห่งสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการหลังการบุกยึดของเล่นประเภทนี้ว่า "สินค้าเลียนแบบราคาถูกเหล่านี้อาจดูไม่มีอันตรายแต่กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่มองไม่เห็น" เนื่องจากผลการทดสอบพบ สารเบนซีน (Benzene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในปริมาณสูง รวมถึงขาดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสากล เช่น CE, UKCA หรือ มอก. ของประเทศไทย

 

นอกจากนี้ การทดสอบโดยจอร์แดน คอลลิเน็ต ติ๊กต็อกเกอร์ชื่อดังชาวแคนาดา พบว่า สกุชชี่ราคาถูกบางชิ้นมีการปล่อย สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) พุ่งสูงถึง 9.99 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่เครื่องวัดจะแสดงผลได้ โดยระบุว่า "มีความเป็นพิษรุนแรงยิ่งกว่าสีทาบ้านที่เพิ่งเปิดถังเสียอีก"

 

ศ.พอล ฟาวเลอร์ ประธานสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ปริวรรตแห่งมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน อธิบายเพิ่มเติมว่า การสูดดมก๊าซระเหยจากวัสดุพียูโฟมเกรดต่ำเหล่านี้เป็นเวลานาน จะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ทำลายตับและไต รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะสารเคมีอันตรายกลุ่มนี้

 

Dimethylformamide (DMF): ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา ทางเดินหายใจ และทำลายตับ

 

Toluene: ทำลายระบบประสาท ไต และระบบสืบพันธุ์

 

Phthalates (พาทาเลต): สารเพิ่มความยืดหยุ่นในพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของเด็ก

 

🔵 [จากแผลไหม้ระดับรุนแรง ถึง 'เข็มฉีดยาจริง' หน้าโรงเรียน: กระแสฮิตที่ข้ามเส้นความปลอดภัย]

ภัยของสกุชชี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่สารเคมีตกค้าง แต่ยังขยายตัวไปสู่พฤติกรรมการเล่นตามกระแสโซเชียลมีเดียที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ในช่วงปี 2026 มีกระแสไวรัลที่เด็ก ๆ นำสกุชชี่ไปอุ่นในไมโครเวฟเพื่อให้เนื้อนุ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการระเบิดและน้ำเจลร้อน ๆ รั่วไหลลวกใบหน้าเด็กหญิงวัย 10 ขวบคนหนึ่งจนเกิดแผลไหม้ระดับรุนแรง (Severe Burns) ที่อาจทิ้งรอยแผลเป็นไปตลอดชีวิต

 

และล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศเตือนภัยด่วนที่สุด หลังพบของเล่น "สกุชชี่แถมเข็มฉีดยา" วางขายหน้าสถานศึกษาและช่องทางออนไลน์ โดยให้เด็กนำกระบอกและเข็มฉีดยา "ของจริง" ไปดูดน้ำเพื่อฉีดใส่ตัวสกุชชี่ ซึ่ง อย. ชี้ว่าเข็มฉีดยาจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ การนำมาเล่นนอกจากจะเสี่ยงถูกเข็มตำและติดเชื้อรุนแรงแล้ว ยังอาจสร้างพฤติกรรมเลียนแบบที่เป็นอันตรายในเด็กอีกด้วย

 

ทั้งนี้ อย. ได้เร่งดำเนินการเชิงรุกร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประสานระงับการโฆษณาในทุกช่องทาง และขอความร่วมมือจากผู้ปกครองและประชาชน หากพบเห็นการวางจำหน่ายของเล่นอันตรายนี้ตามหน้าสถานศึกษาหรือร้านค้าทั่วไป สามารถแจ้งเบาะแสเพื่อร่วมกวาดล้างได้ที่สายด่วน อย. 1556 ทันที

 

แคทรีนา ฟิลลิปส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิเพื่อการป้องกันอุบัติเหตุในเด็ก เน้นย้ำว่า "ร่างกายของเด็ก ๆ เปราะบางต่อสารเคมีอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ การซื้อของเล่นราคาถูกจากผู้ขายที่ไม่รู้จักผ่านตลาดออนไลน์มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสินค้าปลอม"

 

เมื่ออันตรายอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ ในฐานะพ่อแม่และผู้บริโภค เราจะมีวิธีคัดกรองและป้องกันลูกหลานของเราได้อย่างไรบ้าง?

 

🔵 [2 การทดลองง่าย ๆ ในบ้าน: ชวนลูกเปลี่ยนวิกฤต เป็นชั่วโมงเรียนรู้วิทยาศาสตร์]

แทนที่จะสั่งห้ามไม่ให้ลูกเล่นจนเกิดความขัดแย้งในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่สามารถใช้โอกาสนี้สวมบทบาท "นักสืบวิทยาศาสตร์" ชวนลูกมาทำการทดลองง่าย ๆ ในบ้าน เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยของสกุชชี่ร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยคัดกรองของอันตรายแล้ว ยังสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีและฝึกทักษะการสังเกตให้เด็ก ๆ อีกด้วย

 

⚠️ ข้อควรระวังก่อนเริ่มทดลอง: การทดลองนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้ปกครอง ห้ามนำชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เข้าปากโดยเด็ดขาด และต้องล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทันทีหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม

 

🧪 การทดลองที่ 1: "นักสืบรูพรุน" (ทดสอบการดูดซับสารตกค้างภายในเนื้อโฟม)

อุปกรณ์: แก้วน้ำ, สีผสมอาหารเข้มข้น, กรรไกร (สำหรับผู้ปกครองช่วยตัด)

 

วิธีทำ: ผสมน้ำกับสีผสมอาหารในแก้ว ตัดเศษสกุชชี่ชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำจุ่มลงไปบีบและปล่อยในน้ำสี 3-5 ครั้ง ทิ้งไว้ 1 นาที จากนั้นนำขึ้นมาผ่าดูเนื้อใน

 

ผลการสังเกต:

ของไม่ได้มาตรฐาน: สีจะซึมเข้าลึกถึงแกนกลางอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเนื้อโฟมราคาถูกมีรูพรุนขนาดใหญ่และไม่สม่ำเสมอ ซึ่งแปลว่าหากเด็กอมหรือสัมผัส น้ำลายหรือเหงื่อจะชะล้างเอาสารเคมีที่อยู่ลึกภายในเนื้อโฟมออกมาได้ง่ายเช่นกัน

 

✅ ของแท้ได้มาตรฐาน: สีจะซึมผ่านได้ยากมาก โครงสร้างโฟมหนาแน่นและสม่ำเสมอ ป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรกและสารเคมีตกค้าง

 

🧪 การทดลองที่ 2: "ลอกคราบสารเคมี" (ทดสอบการหลุดลอกของสีและสารเคลือบ)

อุปกรณ์: สำลีก้อน, น้ำมันพืช หรือเบบี้ออยล์

 

วิธีทำ: หยดน้ำมันพืชลงบนสำลีให้ชุ่ม จากนั้นนำไปถูแรง ๆ บนผิวของสกุชชี่ประมาณ 1 นาที (เพื่อจำลองปฏิกิริยาของไขมันและเหงื่อบนมือเราเวลาเล่นบ่อย ๆ)

 

ผลการสังเกต:

❌ ของไม่ได้มาตรฐาน: สีเคลือบและลวดลายจะหลุดลอกติดสำลีออกมาอย่างเห็นได้ชัด หรือเนื้อโฟมเริ่มเหนียวเหนอะหนะ สะท้อนว่าสีและสารเคมีเคลือบผิวหลุดง่ายมาก เสี่ยงต่อการเกาะติดมือเด็กและปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายเมื่อหยิบอาหารกิน

 

✅ ของแท้ได้มาตรฐาน: สีจะไม่หลุดลอกติดสำลีออกมา และเนื้อโฟมไม่เหนียวเหนอะหนะหรือเสียสภาพเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำมัน

 

🔵 [แนวทางแก้ไขร่วมกัน: ซื้ออย่างไรให้ฮีลใจและปลอดภัย 100%]

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนในครอบครัว สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ของไทยได้ควบคุมมาตรฐานของเล่นอย่างเข้มงวดภายใต้มาตรฐานใหม่ มอก. 685-2562 (อ้างอิงมาตรฐานสากล ISO 8124-1: 2018) ซึ่งควบคุมปริมาณโลหะหนักอย่างรัดกุม และจำกัดสารก่อมะเร็งกลุ่มทาเลตต้องไม่เกิน 0.1% โดยมวล

 

ดังนั้น วิธีการเลือกซื้อที่ถูกต้องคือ

  • มองหาเครื่องหมายมาตรฐาน: ต้องมีเครื่องหมาย มอก. (สำหรับในไทย) หรือ CE / UKCA (สำหรับสินค้านำเข้า) เสมอ

 

  • หลีกเลี่ยงของไร้แบรนด์: อย่าซื้อสกุชชี่ที่ไม่มีป้ายตราสินค้า ไม่มีชื่อผู้ผลิต หรือราคาถูกผิดปกติ (หลักสิบ)

 

  • ดมกลิ่นก่อนซื้อ: หากเปิดซองมาแล้วมีกลิ่นเคมีรุนแรงคล้ายน้ำมันเบนซินหรือสีทาบ้าน ให้หลีกเลี่ยงทันที

 

ระวัง "สกุชชี่มีไฟ" เป็นพิเศษ: ตรวจเช็กอย่าให้วัสดุฉีกขาดจน "ถ่านกระดุม" หลุดออกมา เพราะหากเด็กเผลอกลืนอาจเกิดกระแสไฟไหม้เนื้อเยื่อทางเดินอาหารจนเป็นอันตรายถึงชีวิตภายใน 2 ชั่วโมง

 

ปฏิบัติตามเกณฑ์อายุ: ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีเล่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการหยิบเข้าปากติดคอ

 

🔵 [มุมมองไปข้างหน้า: ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และปลอดภัย]

เทรนด์ "สกุชชี่" สะท้อนให้เห็นว่า ของเล่นหนึ่งชิ้นสามารถทำหน้าที่ได้หลากหลายมิติ เป็นทั้งเครื่องมือบำบัดความเครียดของคนวัยทำงาน และเป็นของเล่นเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ แต่ความสุขเหล่านี้ต้องไม่ถูกบดบังด้วยความประมาทหรือความละเลยจากผู้ผลิตที่เห็นแก่ได้

 

ในฐานะที่คุณเป็นทั้งคนทำงานและผู้ปกครอง... คุณคิดว่าหน่วยงานรัฐและโรงเรียนควรมีมาตรการเชิงรุกอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ของเล่นอันตรายเหล่านี้เข้าถึงมือเด็ก ๆ? และที่บ้านของคุณมีวิธีจัดการกับการเลือกซื้อของเล่นร่วมกับลูกอย่างไรบ้าง? มาร่วมแบ่งปันไอเดียและประสบการณ์เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของเรากันครับ!

ข่าวล่าสุด