เนชั่นทีวี

Nation Story

WORLD: ศาลอิสราเอลสั่งเบรก! แผน "จระเข้เฝ้าคุก" กันนักโทษแหก สุดท้ายไปไม่รอด

08 ส.ค. 2569 | ปิยวรรณ ประเมษฐะวนิช

WORLD: ศาลอิสราเอลสั่งเบรก! แผน "จระเข้เฝ้าคุก" กันนักโทษแหก สุดท้ายไปไม่รอด

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าแทนที่จะมีผู้คุมเดินตรวจรอบเรือนจำ กลับมีจระเข้ตัวเป็นๆ ว่ายวนอยู่ในคูน้ำรอบกำแพง... ฟังดูเหมือนฉากในหนังใช่ไหมคะ แต่นี่คือแผนการจริงที่รัฐบาลอิสราเอลเพิ่งพยายามผลักดัน ก่อนที่ศาลจะยื่นมือเข้ามาสั่งระงับเอาไว้แบบหวุดหวิด

🏛️ [ไอเดียสุดล้ำจากรัฐมนตรีสองคน]

เจ้าของโครงการนี้คือ อิตามาร์ เบน-กวีร์ (Itamar Ben-Gvir) รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และ อิดิต ซิลแมน (Idit Silman) รัฐมนตรีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ที่จับมือกันเสนอว่า นี่คือ "ภารกิจด้านความมั่นคง" เพื่อป้องกันนักโทษแหกคุก

 

แผนคร่าวๆ คือการขุดคูน้ำยาวประมาณ 170 เมตร ล้อมรอบเรือนจำเคทซิโอท (Ketziot Prison) เรือนจำความปลอดภัยสูงที่คุมขังนักโทษด้านความมั่นคงชาวปาเลสไตน์เป็นหลัก ตั้งอยู่กลางทะเลทรายเนเกฟ ห่างจากเมืองเบียร์เชบาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 72 กิโลเมตร แล้วปล่อย "จระเข้ไนล์" (Nile crocodile) ลงไปในคูน้ำนั้น ด้วยความหวังว่าความน่ากลัวของสัตว์นักล่าจะช่วยสกัดการหลบหนี พร้อมลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยไปในตัว

 

แต่จะทำแบบนี้ได้ ต้องแก้กฎหมายก่อน แล้วเขาทำได้จริงหรือ?

 

📜 [ปลดล็อกสถานะจระเข้ ก่อนศาลสวนกลับ]

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) รัฐมนตรีซิลแมนได้สั่งเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของจระเข้ไนล์ จากเดิมที่เป็น "สัตว์ป่าคุ้มครอง" ให้กลายเป็น "สัตว์ป่าเพาะพันธุ์ในพื้นที่ควบคุม" เพื่อเปิดทางให้นำมาใช้ในภารกิจความมั่นคงได้

 

แต่แผนนี้ไปได้ไม่ไกล เพราะวันที่ 3 สิงหาคม ผู้พิพากษา อัฟราฮัม รูบิน (Avraham Rubin) แห่งศาลแขวงเยรูซาเล็ม มีคำสั่งชั่วคราวห้ามดำเนินการย้ายและนำจระเข้ไปเลี้ยงไว้ในเรือนจำ ตามคำร้องขององค์กรพิทักษ์สิทธิสัตว์ ทำให้แผนปล่อยจระเข้ลงคูน้ำต้องหยุดชะงักไปตามคำสั่งศาล สร้างความไม่พอใจให้นายเบน-กวีร์ไม่น้อย แม้เขาจะยืนยันว่ากระบวนการขุดคูน้ำรอบเรือนจำจะยังคงเดินหน้าต่อไปก็ตาม

 

แล้วทำไมศาลถึงตัดสินใจแบบนี้?

⚖️ [เหตุผลที่ศาลไม่ยอมให้ผ่าน]

เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป จะเห็นว่ามีปัญหาหลายชั้นซ้อนกันอยู่

 

ประการแรก รัฐมนตรีซิลแมนถูกทักท้วงว่าไม่มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนสถานะจระเข้ไนล์จาก "สัตว์ป่าคุ้มครอง" ไปเป็น "สัตว์ป่าที่ได้รับการจัดการ" เพื่อเอื้อให้นำมาเลี้ยงในเรือนจำได้

 

ประการที่สอง ที่ปรึกษาทางกฎหมายชี้ว่า ไม่มีหลักฐานทางวิชาชีพรองรับเพียงพอ และไม่เคยมีแบบอย่างการใช้จระเข้เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในเรือนจำมาก่อนในโลกนี้

 

ประการสุดท้าย หน่วยงานด้านธรรมชาติและอุทยานแห่งชาติอิสราเอล ยืนยันว่ากฎหมายอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการศึกษาและการวิจัยเท่านั้น พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า มนุษย์มีหน้าที่ต้องปกป้องจระเข้ ไม่ใช่ให้จระเข้มาทำหน้าที่ปกป้องเรือนจำแทนมนุษย์

 

ฟังดูแล้ว ไอเดียนี้ไม่ได้ผุดขึ้นมาลอยๆ นะคะ เพราะมันมีต้นแบบอยู่ฝั่งสหรัฐฯ ด้วย

🇺🇸 [ต้นแบบจากฟลอริดา "Alligator Alcatraz"]

หลายฝ่ายเชื่อว่าไอเดียนี้น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก "Alligator Alcatraz" ศูนย์กักกันผู้อพยพในรัฐฟลอริดา ที่เพิ่งปิดตัวลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) หลังเปิดใช้งานภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้ว่าการรัฐฟลอริดา รอน เดแซนติส ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อพิพาททางกฎหมาย และการประท้วงด้านสิทธิมนุษยชน

 

ศูนย์กักกันแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางบึงเอเวอร์เกลดส์ ที่รายล้อมด้วยอัลลิเกเตอร์และสัตว์ป่าดุร้าย จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของ "นโยบายเนรเทศสุดโต่ง" ของทรัมป์ สร้างขึ้นบนพื้นที่สนามบินร้างเดด-คอลลิเออร์ (Dade-Collier Training and Transition Airport) ด้วยงบประมาณดำเนินการปีละ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 14,600 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้ถูกกักขังได้ตั้งแต่ 1,000-5,000 คน

 

แต่ทำไมต้องเป็น "อัลลิเกเตอร์" ตัวนี้กันแน่?

 

🐊 [รู้จักผู้คุมธรรมชาติแห่งเอเวอร์เกลดส์]

อัลลิเกเตอร์อเมริกันเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ พบมากในพื้นที่ชุ่มน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐฟลอริดา ตัวผู้สามารถยาวได้ถึง 3.6 เมตร หนักได้ถึง 450 กิโลกรัม เป็นนักล่าซุ่มโจมตีที่ใช้การพรางตัวในน้ำจับเหยื่ออย่างปลา นก เต่า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

 

ที่น่าทึ่งคือ อัลลิเกเตอร์มีพลังกัดที่แข็งแกร่งมาก และสามารถเปลี่ยนฟันได้ถึง 3,000 ซี่ตลอดชีวิต แม้ปกติจะไม่โจมตีมนุษย์ก่อน แต่จะป้องกันตัวทันทีหากรู้สึกถูกคุกคาม โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ควรอยู่ห่างจากขอบน้ำอย่างน้อย 3 เมตร และเว้นระยะห่างจากตัวอัลลิเกเตอร์อย่างน้อย 9 เมตร

 

แต่รู้หรือไม่ว่า ไอเดียใช้สัตว์นักล่าคุมนักโทษแบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก เพราะเคยมีคนคิดไอเดียคล้ายกันนี้มาก่อนแล้วที่อินโดนีเซีย

 

🇮🇩 [ย้อนรอยไอเดีย "จระเข้คุมคุก" ที่อินโดนีเซีย]

เมื่อปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) นายบูดี วาเซโซ (Budi Waseso) อดีตหัวหน้าสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNN) เคยเสนอแนวคิดใช้จระเข้คุมเรือนจำมาแล้ว โดยตั้งเป้าไปที่นักโทษประหารในคดียาเสพติดโดยเฉพาะ

 

รูปแบบที่เสนอคือ สร้างคุกพิเศษบนเกาะห่างไกล ขุดบ่อน้ำล้อมรอบเรือนจำ แล้วนำจระเข้สายพันธุ์ดุร้ายที่สุดจากพื้นที่ต่างๆ มาปล่อยเป็นจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่แทนผู้คุมที่เป็นมนุษย์

 

เหตุผลของนายวาเซโซในตอนนั้นน่าสนใจไม่น้อย เขาระบุว่า ปัญหาใหญ่ของคุกอินโดนีเซียคือ ผู้คุมมนุษย์มักถูกเครือข่ายยาเสพติดติดสินบน เพื่อช่วยให้นักโทษแหกคุกหรือแอบส่งยาเสพติดเข้าไปในคุก แต่จระเข้นั้นไม่สามารถเจรจาต่อรองหรือรับสินบนได้ นอกจากนี้ยังหวังผลด้านการสร้างความหวาดกลัว เพื่อตัดใจนักโทษเดนตายไม่ให้คิดแหกคุกตั้งแต่ต้น

 

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เขายังเคยเสนอให้ใช้ปลาปิรันยาและเสือมาร่วมภารกิจเฝ้าเรือนจำเพิ่มเติม หากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ แต่แนวคิดทั้งหมดนี้ก็จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่สิทธิมนุษยชน ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และความปลอดภัย จนสุดท้ายโครงการนี้ถูกพับเก็บไป และไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

🤔 [บทเรียนที่ซ้ำรอยกันข้ามทวีป]

จากฟลอริดา สู่อินโดนีเซีย และล่าสุดที่อิสราเอล จะเห็นได้ว่าไอเดีย "ใช้สัตว์นักล่าคุมนักโทษ" ผุดขึ้นมาในหลายประเทศ ด้วยเหตุผลคล้ายกันคือ ต้องการความปลอดภัยสูงสุดในต้นทุนที่ต่ำที่สุด แต่ทุกครั้งก็เจอกำแพงเดียวกันคือ คำถามเรื่องสวัสดิภาคือ เมื่อไอเดียแบบนี้ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายมุมโลก มันสะท้อนอะไรเกี่ยวกับทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการจัดการผู้ต้องขังในปัจจุบันบ้าง? และระหว่างความปลอดภัยของรัฐกับสวัสดิภาพของสัตว์และสิทธิมนุษยชน เราควรให้น้ำหนักกับด้านไหนมากกว่ากัน?

ข่าวล่าสุด