ส่วน โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อของประชาชน และช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ระยะเวลาโครงการ กำหนดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569
ส่วนการยืนยันสิทธิของประชาชน จะเปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน กดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569
สำหรับการใช้สิทธิ ประชาชนที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 สามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ ในช่วงเวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น.
นอกจากนี้ ยังสามารถซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในช่วงเวลา 06.00 น. ถึง 21.00 น.
กลุ่มเป้าหมายของโครงการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก คือ ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน
กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่
คุณสมบัติผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมี
1. มีสัญชาติไทย
2. มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการ
3. มีบัตรประจำตัวประชาชน
4. ต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ
โดยโครงการที่กำหนด ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 5 โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
สำหรับ การใช้จ่าย ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตรา 60% ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด
โดยสนับสนุน ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ
ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
นอกจากนี้ ยังสามารถซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ โดยชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
ส่วนกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) จะมุ่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเน้นทั้งการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชน
ขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม ในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง
ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบันมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงที่สถานการณ์วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ
โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) จึงครอบคลุมทั้งการเพิ่มวงเงินให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการร่วมจ่าย 60/40 เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569