ทนายอั๋น กล่าวต่อว่า สำหรับพฤติการณ์ของบุคคลในเส้นทางการเงินที่ตนนำมาเปิดเผยในวันนี้ ล้วนมีความเชื่อมโยงตั้งแต่ก่อนเลือก สว. ระหว่างเลือก สว. และภายหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. ยกตัวอย่าง น. มีการรับโอนทั้งหมด 165 ครั้ง โอนออกไป 480 ครั้ง ออกมากว่ารับโอน ซึ่งในการรับโอน รับไปทั้งสิ้น 1.3 ล้านบาท ส่วนจำนวนเงินโอนออกไป คือ 1.6 ล้านบาท ขณะที่อักษรย่อ ม. เป็นตัวการหลักสายใต้ ปัจจุบันเป็น สว. พบข้อมูลว่ามีการรับโอนทั้งหมด 162 ครั้ง แต่โอนออกไป 269 ครั้ง ซึ่งยอดเงินในการรับโอน รวม 17 ล้านบาท แต่โอนเงินออกไป 16 ล้านบาท
นอกจากนี้ ม. รายนี้ยังโอนเงินให้ สว.สอบตก 10 กว่าคน เพื่อเป็นค่าต่างตอบแทน และยังโอนให้ สส.พรรคการเมืองหนึ่ง มีการโอนเข้า-ออก และรับโอนจาก สส.พรรคการเมืองเช่นเดียวกัน ส่วนอักษรย่อ อ. เป็นตัวการหลักเหมือนกัน ปัจจุบันเป็น สว. และเป็นหัวจ่าย หาผู้สมัคร สว. ในสายใต้ พบข้อมูลรับโอนเงิน 169 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 4 ล้านบาท และมีการโอนเงินออกจำนวน 700 กว่าครั้ง เป็นเงิน 4 ล้านกว่าบาทเช่นกัน
ทั้งนี้ ในวันที่ดีเอสไอประกาศข่าวว่า จะออกหมายเรียกผู้ต้องหา 8 ราย ว่ากันว่า อักษรย่อ ม. และ อ. ที่เป็น สว.ตัวจริงที่อยู่ระหว่างประชุมกรรมาธิการฯ ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เดินออกจากห้องประชุม แต่อีกสองวันกลับหน้าตายิ้มแย้ม อ้างบอกว่าเคลียร์ได้แล้ว ซึ่งมันก็ไปสอดรับกับวันที่มีข่าวว่า สว.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ประกาศต่อที่ประชุม สว. และพวกพ้องสีน้ำเงินว่าเธอจะกลับมาเป็น สว.อีกครั้ง
มองว่าไม่ควรตัดจบแค่ 8 คนนี้ เพราะ 8 คนนี้ไม่เพียงโอนให้ สว.สอบตก แต่ล้วนโอนต่อไปให้อักษรย่อ ช. ซึ่งเป็นนักการเมืองดัง และยังโอนไปเครือข่ายสายอีสานด้วย จึงขอรอดูว่าดีเอสไอจะตัดจบหรือไม่ อย่างไร
ทนายอั๋น กล่าวย้ำว่า ในวันที่ 28 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ทราบข้อมูลจากสายลับว่า มีการประชุมของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไอและอัยการประชุมกันจริง แต่มีสายข่าวทางสีน้ำเงินว่าต้องการตัดจบที่ 8 คนเท่านั้น จะล้มคดีกัน แต่ตนต้องขอบคุณดีเอสไอและอัยการที่ไม่ยอม และดึงไว้ไม่ให้ตัดจบแค่ 8 คน เพราะจำนวนผู้เกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินมีเยอะกว่านี้ ขอให้เกียรติประชาชนบ้าง อย่าล้มคดี เพราะมันยังมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้