สรุปว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติไม่ใช่ภัยคุกคามเล็กๆของประชาชน หรือของใครที่จะมาพูดว่า รัฐบาลกับกองทัพที่จะจะมาสู้กันวันนี้ไม่มีเวลาที่จะมาทะเลาะกัน อีกแบบนี้เราต้องปกป้องประชาธิปไตยของเราไว้
ซึ่งเห็นตรงกันและยินดีสนับสนุนกองทัพทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนใดใดก็ตามที่ทางกองทัพต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำร่วมกัน
อย่างไรก็ตามวันนี้การที่จะออกมาทำอะไรหรือตัดสินใจไหนไม่ติดต่างๆต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยที่อยู่ในกัมพูชาด้วย รวมถึงประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดน ซึ่งต้องคำนึงถึงและให้ความมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้เน้นย้ำเรื่องการดำเนินการโดยสันติวิธีผ่านกระบวนการทวิภาคีโดยได้มีการ เชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เพื่อมายื่นหนังสือประท้วง แสดงความผิดหวังต่อการกระทำของผู้นำกัมพูชา
เพราะความจริงแล้วทั่วโลกไม่มีใครทำแบบนี้ ในการพูดคุยเจรจากันหากไม่ได้บอกก่อนว่ามีการอัดคลิปเสียง หรือไม่ใช่การพูดคุยอย่างทางการ
ก็จะจะต้องเป็นการติดต่อทางกระทรวงการต่างประเทศและรับทราบร่วมกันว่าจะมีการบันทึก
แต่ครั้งนี้เป็นการพูดคุยส่วนตัวโดยโทรศัพท์ส่วนตัวของตัวเองจึงไม่ควรเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก
รัฐบาลไทยและกองทัพขอแสดงความรับผิดชอบในการปกป้องอธิปไตยที่เราดูแลร่วมกันและขอยืนยันอีกครั้งว่าทางรัฐบาลและกองทัพเป็นหนึ่งเดียวกัน อยากให้ประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกับเราด้วยเพื่อสามัคคีในประเทศชาติปกป้องอธิปไตยของเราไว้
"เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสู้กันเองสิ่งที่เกิดขึ้นต้องขออภัยในการที่ไม่ทราบจริงๆว่ามีการอัดคลิปเกิดขึ้น
ต่อจากนี้จะระวังในเรื่องของการพูดคุยให้มากขึ้นและแน่นอนว่า มั่นใจว่ารัฐบาลและกองทัพรวมกันเป็นหนึ่งและสามัคคีกันจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ร่วมกันไปอย่างแข็งแรงได้" นายกฯ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการแถลงข่าว นายกรัฐมนตรีมีมีน้ำคลอเล็กน้อย พร้อมมีการใช้น้ำเสียงและ สีหน้าเรียบเฉย