ขณะเดียวกัน สพฐ.และ สสวท.ก็ไม่สามารถอ้างถึงข้อตกลงที่ทั้ง 2 หน่วยงานทำไว้กับองค์การค้าของ สกสค.ได้ เพราะเมื่อองค์การค้าของ สกสค. มิได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ย่อมส่งผลให้สิทธิพิเศษในฐานะโรงพิมพ์ราชการตามข้อตกลงระหว่างกันต้องสิ้นสุดลง
“ขอให้ สพฐ. และ สสวท. เร่งพิจารณาทบทวนการให้องค์การค้าของ สกสค. ที่ทำตัวเป็นนายหน้าค้ากำไร ในการได้รับอนุญาตให้พิมพ์และจำหน่ายหนังสือแบบเรียนจำหน่ายในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ต่อไปหรือไม่ เพราะ สพฐ. และ สสวท. ซึ่งเป็นเจ้าของหลักสูตรการเรียนทั้งหมด สามารถดำเนินการจัดจ้างโรงพิมพ์เอกชนเองโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง อันจะส่งผลให้คุณภาพหนังสือแบบเรียนดีขึ้น และราคาจำหน่ายถูกลงอย่างมาก”
นายนัทธพลพงศ์ ยังได้กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยังคงติดตามตรวจสอบ องค์การค้าของ สกสค. อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์แบบเรียน ที่บริษัทฯ มองว่า รายละเอียดและขั้นตอนการประกวดราคาในแต่ละปีที่ผ่านมาไม่ชอบธรรม มีลักษณะกีดกันการแข่งขัน ขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560
ซึ่งมีคดีที่ศาลประทับรับฟ้องแล้วหลายคดี และเรื่องร้องเรียนถึงหน่วยงานตรวจสอบ ที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้อำนาจโดยมิชอบ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่เหมาะสม คาดว่า หลายคดี และหลายเรื่องร้องเรียนจะมีบทสรุปเร็วๆ นี้
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้พบข้อมูลหลายด้านที่สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารองค์การค้าของ สกสค.เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ล่าสุดพบว่า ในการพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าของ สกสค.นั้นต้องมีการขออนุญาต และชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ สพฐ.ในฐานะเจ้าของหลักสูตรของหนังสือแต่ละเล่ม ด้วย
ปรากฎว่า แม้องค์การค้าของ สกสค.จะทำเรื่องขออนุญาตจัดพิมพ์ และได้รับอนุญาตทุกครั้ง แต่กลับไม่ชำระค่าใช้จ่ายตามภาระผูกพันธ์ หรือค่าลิขสิทธิ์ ตามข้อตกลงที่มีไว้กับ สพฐ. จนมียอดหนี้คงค้างเป็นจำนานมาก แต่ทาง สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการด้วยกัน กลับไม่ทวงถามแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 หน่วยงาน อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และการอนุญาตจัดพิมพ์อาจไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้รัฐได้รับความเสียหาย
นายนัทธพลพงศ์ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับองค์การค้าของ สกสค.นั้น ยอมรับว่า บริษัทฯ ได้รับจากคนในองค์การค้าของ สกสค. ที่รักและปรารถนาดีต่อองค์กร ทนต่อพฤติกรรมของผู้บริหารที่ทำให้องค์กรตกต่ำลงกว่านี้ไม่ได้ จนเกิดคำถามว่า ยังจำเป็นที่ต้องมีองค์การค้าของ สกสค.อีกหรือไม่ เอาเฉพาะในส่วนของการพิมพ์แบบเรียน ตามภารกิจส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของชาติ ในการผลิต จำหน่าย และพัฒนาหนังสือและสื่อการเรียนการสอน ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ในอดีตโรงพิมพ์คุรุสภา หรือที่เปลี่ยนมาเป็นชื่อ องค์การค้าของ สกสค.ในปัจจุบัน เคยเป็นเจ้าภาพหลัก ที่แทบจะผูกขาดการพิมพ์ตำราเรียนสำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา
แต่ภายหลังการเปิดเสรีให้เอกชนเข้ามามีส่วนในการผลิตตำราเรียน และสื่อการเรียนรู้นั้น องค์การค้าของ สกสค. ก็ไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ยอดผลิตหนังสือลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตัวแทนจำหน่าย และโรงเรียน ก็เลี่ยงที่จะสั่งซื้อตำราแบบเรียนขององค์การค้าของ สกสค. ทั้งในแง่ศักยภาพการผลิต เนื่องจากได้มีการเลิกจ้างคนงานไป จึงต้องพึ่งพาคนอื่นในการพิมพ์หนังสือแบบเรียน และหากทำผิดกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะไม่สามารถดำเนินการจัดจ้างได้ตามระเบียบ ซึ่งที่ผ่านมา องค์การค้าของ สกสค.ก็มักมีพฤติการณ์ส่อไปในทางผิดกฎหมายมาโดยตลอด
“ทางออกเรื่องนี้อยู่ที่ สพฐ. และ สสวท. ที่ต้องพิจารณาทบทวนแนวทางการดำเนินการในปีการศึกษาต่อๆ ไป เพราะหากยังทำแบบเดิม ก็สุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี อาจเข้าข่ายทำให้ราชการเสียหายด้วย หรือหาก สพฐ.ดำเนินการจัดจ้างพิมพ์เอง จะสามารถลดต้นทุนหารผลิตหนังสือแบบเรียนได้กว่าครึ่งหนึ่ง ยกตัวอย่าง หนังสือภาษาพาที ขั้น ป.1 ปี 2567 ค่าจ้างพิมพ์อยู่ที่ 21.24 บาทต่อเล่ม ค่าพิมพ์ปก 2 บาทต่อเล่ม หรือมีต้นทุนผลิตที่ 23.24 บาทต่อเล่ม
แต่กลับตั้งราคาจำหน่ายที่ปกถึง 51 บาท ทำให้ต้นทุนที่ตั้งงบให้กับโรงเรียนหรือผู้ปกครอง ต้องซื้อหนังสือสูงกว่าความเป็นจริงประมาณ 25 บาท หรือมากกว่าเท่าตัว ถือว่าทำให้ส่วนรวมเสียหายเป็นอย่างมาก“ นายนัทธพลพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย