สำหรับแนวทางการสร้างความโปร่งใสตามคำถามของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
นายชัยวัฒน์ ระบุว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในโครงการงบประมาณนั้น นอกจากตัวผู้ว่าฯ จะต้องเอาจริงเอาจังแล้ว จะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย โดยตนจะผลักดันระบบ "กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง" เพื่อบล็อกการทุจริตตั้งแต่ต้นทางไม่ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วยใบอนุญาตต่างๆ จะต้องหมดไป โดยการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างระบบที่ส่งเสริมคนดีและคัดคนทุจริตออกจากระบบ กทม. อย่างเด็ดขาด
ในประเด็นการจัดการปัญหาทุนจีนสีเทาและการสวมสิทธิ์ในเขตห้วยขวาง
นายชัยวัฒน์ ยืนยันหนักแน่นว่า ผู้ว่าฯ กทม. จะพูดว่าไม่มีอำนาจไม่ได้ ผู้ว่าฯ มีหน้าที่ต้องจัดการทันที หากพบการเปิดร้านเพื่อฟอกเงิน มั่วสุม หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สิ่งที่ต้องทำคือการเข้มงวดตรวจขันตั้งแต่ขั้นตอนที่นอมินีเข้ามาขออนุญาต ซึ่งเรื่องเหล่านี้คนในพื้นที่อย่างสำนักงานเขตและ ส.ก. ต่างรู้ข้อมูลดีอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ว่าฯ ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการประสานจับกุมเพื่อให้เกิดการปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเรื้อรังเกิดจากการปล่อยปละละเลย
เมื่อตอบคำถามของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยสาธารณะ สะพานถล่ม หรือหลุมยุบ
นายชัยวัฒน์ เสนอแนวทางว่า สำหรับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใหม่ ต้องบังคับให้เปิดเผยข้อมูลและระบบกล้อง CCTV ตามไซต์ก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนช่วยตรวจสอบว่าผู้รับเหมาทำตามมาตรการความปลอดภัยหรือไม่ พร้อมทั้งเปิดเผยสัญญาประกันภัย เพื่อที่เวลาเกิดอุบัติเหตุ ประชาชนผู้เดือดร้อนจะได้ได้รับการเยียวยาทันที ไม่ต้องรอฟ้องร้องเป็นปีๆ นอกจากนี้ กทม. จะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีโซนาร์ (Sonar) ในการสแกนตรวจสอบใต้พื้นผิวถนนเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดเหตุผิวถนนทรุดตัวจริง
ส่วนเรื่องการแก้ไขตั๋วรถไฟฟ้าสายสีเขียว
นายชัยวัฒน์ เผยว่า ในระยะยาว กทม. จะต้องเป็นเจ้าภาพร่วมกับรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เกิดระบบตั๋วร่วม โดยตั้งเป้าอัตราค่าโดยสารร่วมอยู่ที่ 8-45 บาท ส่วนแผนงานระยะสั้น กทม. สามารถทำได้ทันทีคือ การออกนโยบาย "ตั๋วเช้าตรู่" มอบส่วนลดค่าโดยสาร 50% สำหรับผู้ที่เดินทางก่อนเวลา 06.30 น. เพื่อกระจายความหนาแน่นและจูงใจให้ประชาชนสลับเวลามาเดินทางในช่วงเช้ามากขึ้น
สำหรับคำถามในมิติการท่องเที่ยวและสร้าง Man-made destination
นายชัยวัฒน์ กางนโยบายพลิกโฉมเมืองด้วยการเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาย่านต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต จากเดิมเขตละ 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท เพื่อกระจายอำนาจให้คนในย่านที่รู้จุดเด่นของตัวเองดีที่สุด นำงบไปดึงเสน่ห์และสร้างแลนด์มาร์คเพื่อเปลี่ยนเป็นย่านท่องเที่ยวและย่านเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากยังสามารถทำได้ทันที ผ่านการจัดเฟสติวัลประจำปี เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง ปีใหม่ หรือเทศกาลไพรด์ (Pride Month) โดยบรรจุลงในปฏิทินท่องเที่ยวประจำปี
พร้อมเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ร่วมมือสร้างมูลค่าเพิ่มกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงจัดเฟสติวัลย่อยเพื่อกระจายรายได้
ตลอดจนการจัดระเบียบสตรีทฟู้ดให้มีคุณภาพ และสร้างแลนด์มาร์คใหม่ๆ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่กรุงเทพฯ