สำหรับคำถามเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และมุมมองการรับรู้ของประชาชน
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ฝุ่นเกิดมาจาก 3 ส่วน คือ อากาศปิด รถยนต์ และการเผา ซึ่งต้องกำจัดที่ต้นเหตุ แม้ กทม. จะไม่มีอำนาจควบคุมทั้งหมด แต่ต้องมีหน่วยบัญชาการที่ประสานงานข้ามหน่วยงานได้ ปัจจุบันพื้นที่เผาใน กทม. จำนวน 1 แสนไร่นั้นไม่มีแล้ว มีเพียงเกษตรกรในจังหวัดข้างเคียง ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเกษตรกร จนทำให้ปีที่ผ่านมาสถิติการเผาลดลงถึง 50% ส่วนด้านการรับรู้ของประชาชน วันนี้ต้องประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนผ่านแอปพลิเคชันพยากรณ์ล่วงหน้า โดยมั่นใจว่าภายในปีนี้จะสามารถลดฝุ่นลงได้อย่างแน่นอน
ในประเด็นการจัดการปัญหาขยะจากโรงขยะอ่อนนุชและการเปิดเผยค่ากลิ่นสู่สาธารณะ
นายชัชชาติ ตอบว่า ที่ผ่านมาโรงขยะอ่อนนุชมีการดำเนินงาน 3 รูปแบบ ซึ่งประสบปัญหาเรื่องกลิ่น แต่หลังจาก กทม. เข้าไปดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปัญหาดีขึ้นถึง 51% และย้ำว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ในปีหน้าโรงขยะอ่อนนุชจะเปลี่ยนเป็นระบบปิด ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนอีกต่อไป
เมื่อถามถึงแนวทางการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวและการบริหารจัดการงบประมาณอุดหนุน
นายชัชชาติ ระบุว่า กทม. เป็นเจ้าของรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายเดียว แนวทางที่ดีที่สุดคือควรให้รัฐบาลเกลี่ยราคาทั้งหมดโดยใช้ระบบตั๋วร่วม แต่หากพิจารณาเฉพาะสายสีเขียว ในปี 2572 สัมปทานจะกลับคืนมาเป็นของ กทม. ซึ่งต้องมีการเจรจาใหม่เนื่องจากมีการจ้างเดินรถยาวไปถึงปี 2585 ในราคาที่แพงมาก โดยระว่างนี้ถึงปี 2572 จะต้องเร่งเจรจาปรับลดราคาตั๋วรายเดือนให้ถูกลงก่อน
ส่วนคำถามเรื่องการดึงดูดนักท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมรูปแบบ Man-made destination เพื่อเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ นอกเหนือจากสถานที่เดิมอย่างวัดพระแก้วหรือเยาวราช
นายชัชชาติ มองว่า การท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญในการกระจายรายได้สู่รากหญ้า ซึ่งสามารถทำได้ทันทีผ่านการจัดเฟสติวัลประจำปี เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง ปีใหม่ หรือเทศกาลไพรด์ (Pride Month) โดยบรรจุลงในปฏิทินท่องเที่ยวประจำปี พร้อมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัย ร่วมมือสร้างมูลค่าเพิ่มกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงจัดเฟสติวัลย่อยเพื่อกระจายรายได้ ตลอดจนการจัดระเบียบสตรีทฟู้ดให้มีคุณภาพ และสร้างแลนด์มาร์คใหม่ๆ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม
จากคำถามของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เกี่ยวกับแนวทางสร้างความโปร่งใส
นายชัชชาติ ย้ำว่า หัวใจของการต้านคอร์รัปชันประกอบด้วย 1. เปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ได้ร่วมโครงการของกรมบัญชีกลางและได้รับรางวัล 2. การขออนุญาตทุกอย่างต้องปรับขึ้นระบบออนไลน์เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของคน 3. ใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับ และ 4. ปรับปรุงมาตรฐานและกฎระเบียบต่างๆ พร้อมยอมรับว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา กทม. มีการปรับปรุงเชิงระบบและได้ไล่ออกผู้กระทำผิดไปแล้วหลายราย
ต่อข้อซักถามของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาความปลอดภัยสาธารณะ เช่น สะพานถล่ม ป้ายล้ม หรือคนตกท่อ
นายชัชชาติ ให้คำตอบว่า หัวใจสำคัญคือต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่าอาคารและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีสถานะอย่างไร โดยเฉพาะอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ อาคารเก่าที่มีอายุมากกว่า 40 ปี รวมถึงโครงสร้างถนนหนทางปัญหาน้ำยุบหรือสะพานชำรุด เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างใกล้ชิด
สำหรับคำถามสุดท้ายเรื่องการจัดการทุนจีนสีเทาและการสวมสิทธิ์ในพื้นที่เขตห้วยขวาง
นายชัชชาติ ระบุว่า ปัจจุบันในพื้นที่ห้วยขวางมีผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารรวมกว่า 140 ราย ซึ่ง กทม. จะต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และตำรวจ เพื่อร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของวีซ่าและการดำเนินกิจการอย่างเข้มงวด