ขณะที่ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" โดย นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักพุทธฯ มีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาหลักการและเหตุผลของ "ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร" เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรม"Fun Economy"ได้โดยผ่านการส่งเสริมให้มีสถานบันเทิงครบวงจร ทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นนักลงทุนและนักธุรกิจมีช่องทางในการลงทุนในอุตสาหกรรมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโอกาสในการพัฒนาที่ดินที่ถือครองให้เกิดเป็นรายได้ และเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบสถานบันเทิงครบวงจรและเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสในการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ ทั้งเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เป็นภาคอุตสาหกรรมที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศ และ เจ้าหน้าที่รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตใน"ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร" ดังนี้ กล่าวคือ ควรมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขกำหนดวันเวลาเปิดปิดสถานบริการครบวงจร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาให้มีความชัดเจนควรมีข้อห้ามหรือคำเตือนเกี่ยวกับการให้บริการหรือชักชวนเข้าใช้บริการในสถานบริการดังกล่าวเช่นเดียวการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือผลิตภัตภัณฑ์ยาสูบเพื่อเป็นข้อเดือนใจพุทธศาสนิกชนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้การนำของ "ศุภมาส อิศรภักดี" จากพรรคภูมิใจไทย พิจารณาแล้วเห็นควรสนับสนุมนโยบายรัฐบาล เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการจัดให้มีสถานบันเทิงครบวงจร โดยมีกฎหมายกำกับการประกอบกิจการสถานบันเทิงอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม การกำหนดที่ตั้งสถานบันเทิงครบวงจร การกำหนดเวลาให้บริการ การกำหนดผู้มีคุณสมสมบัติเข้าใช้บริการ ทั้งสถานบันเทิงและการพนัน ควรจะเป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และควรมีมาตรการเพื่อรองรับไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานศึกษา นักเรียน นักศึกษา และผลกระทบทางสังคม
แรงงานขอโควต้าร่วมเป็นกก.นโยบาย
"กระทรวงแรงงาน" ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นเจ้ากระทรวง พิจารณาแล้ว ไม่ขัดข้องต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เป็นการส่งเสริมและกำกับดูแลเพื่อให้เกิดธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรที่ได้มาตรฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ อันจะก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และประชาชนมีโอกาสพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นผลตีต่อประชาชนในสังคมในภาพรวม ตลอดจนเป็นการสนับสนุนให้เกิดดังนี้
1. เพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจรในร่างมาตรา 6 โดยกำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นกรรมการโดยตำแหน่งของคณะกรรมการดังกล่าว เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนไทยและคนต่างด้าว ซึ่งเป็นภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงานและเพื่อให้สัมพันธ์กับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารในร่างมาตรา 15 ที่มีการกำหนดให้ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นกรรมการ โดยตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร
2. แก้ไขเพิ่มเติมขอบเขตของการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานของคนไทยและคนต่างด้าว ในร่างมาตรา 57 วรรคหนึ่ง จาก "ผู้รับใบอนุญาตต้องมีสัดส่วนของพนักงานคนไทยและคนต่างด้าว ในสถานบันเทิงครบวงจรตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด" เป็น "ผู้รับใบอนุญาตต้องมีสัดส่วน ของพนักงานคนไทยและคนต่างด้าวในสถานบันเทิงครบวงจรตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด"
ทั้งนี้ การกำหนดสัดส่วนของพนักงานคนไทยและคนต่างต้าวในสถานบันเทิงครบวงจร ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของชาติ โอกาสในการประกอบอาชีพและวิชาชีพของคนไทย การส่งเสริมการมีงานทำของคนไทย การส่งเสริมภูมิญญา และเอกลักษณ์ไทย และความต้องการแรงงานคนต่างต้างด้าวที่จำเป็นต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ"
ก.พัฒนาสังคมฯ เห็นด้วยแต่ห่วงใยความมั่นคงชีวิต
"กระทรวงการพัฒนาสังคนและความมั่นคงของมนุษย์" นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรมว. จากพรรคชาติไทยพัฒนา เห็นด้วยในหลักการตามร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เนื่องจากเป็นการส่งเสริมและกำกับดูแลเพื่อให้ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรมีมาตรฐานและดำเนินการอย่างถูกต้องภายใต้การควบคุมทางกฎหมาย สามารถรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศอันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดสถานบันเทิงครบวงจรอาจส่งผลกระทบให้ประชาชนบางกลุ่มได้รับความเสี่ยงในชีวิต โดยเฉพาะพฤติกรรมการเสพติดการพนันของบุคล อาจนำไปสู่ปัญหาทางอาชญากรรมความสัมพันธ์และความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติด และปัญหาหนี้สิน ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ยังสะท้อนถึงความมั่นคงของประเทศได้เช่นกัน
โดยเฉพาะมิติด้านสังคม ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
4 ข้อสังเกตน่าห่วง จาก ก.ยุติธรรม ต่างด้าวทะลัก - สังคมเสื่อมทุกมิติ – เพาะเชื้อทุจริต- หวั่นไม่คุ้มค่าศก.
กระทรวงยุติธรรม ภายใต้การนำของ พล.ต.อ. ทวี สอดส่อง จากพรรคประชาชาติ เห็นชอบด้วยในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีข้อสังเกต ดังนี้ 1. เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้วน่าจะทำให้คนต่างด้าวหลั่งไหลเดินทางเข้ามาในประเทศเพื่อที่จะเข้ามาที่สถานบันเทิงครบวงจรเพื่อเล่นการพนัน ซึ่งการเดินทางเข้าออกของคนต่างด้าวกลุ่มนี้อาจจะนำมาซึ่งการก่อปัญหาอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่รัฐยังไม่มีมาตรการรองรับ รวมถึงปัญหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจจะเดินทางแฝงตัวเข้ามาเพื่อก่ออาชญากรรมได้
2.การพัฒนาธุรกิจบันเทิงรูปแบบใหม่ให้เป็นสถานบันเทิงครบวงจร อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กหรือเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศในเรื่องนโยบายทางการศึกษาที่เคยมุ่งเน้นให้เยาวชน เป็นผู้ที่มีศีลธรรมอันดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด อบายมุข ตามหลักคำสอนทางของเยาวชนด้วย ถ้ารัฐยังไม่มีมาตรการที่จะป้องกัน และส่งเสริมวินัยประชากรตั้งแต่วัยเด็ก จะนำมาซึ่งความไร้ระเบียบวินัยของประชากรในอนาคต และจะเป็นการเพิ่มภาระในการขับเคลื่อนประเทศให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล
3.ควรกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไว้ในกฎหมายด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาการทุจริตยังมีข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเท่าที่ควร และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น
4.ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่สามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดีการมีธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรดังกล่าว จะเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินการของภาครัฐหรือไม่ อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าของเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งการมีบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการมีหลักประกันว่าจะเกิดความคุ้มค่าในภาพรวมได้ รวมถึงการรักษาภาพลักษณ์ของสังคมไทยให้อยู่ในความสงบ ...ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ซึ่งอาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่านโยบายนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ