มองกำหนดการไปที่เดียวกันไม่ใช่บังเอิญ
สำหรับกำหนดการของ "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกฯ และรมว.คลัง จะไปจ.เชียงใหม่ในช่วงเวลาเดียวกับนายทักษิณด้วยนั้น นายกิตติศักดิ์ ถามกลับว่า นายกฯคนไหน เห็นมีตั้งหลายคน นักข่าวจึงตอบกลับไปว่านายกฯ เศรษฐา นายกิตติศักดิ์ จึงกล่าวต่อว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ความบังเอิญมันไม่มี มีแต่การวางแผนกันไว้ทั้งนั้น
"แต่ก็ต้องเห็นใจนายกเศรษฐา ที่ท่านก็ตระเวนไปรอบโลก สื่อมวลชนหรือประชาชน ก็เห็นมาว่าเอาสาระไม่ค่อยจะได้ เป็นประโยชน์อะไรกับประชาชนในการที่ใช้งบประมาณไปรอบโลก ซึ่งใช้งบประมาณมากแต่ผลงานที่จะได้นั้นยังจับต้องไม่ได้" นายกิตติศักดิ์ ระบุ
นอกจากนี้ กรณีที่มีกองเชียร์จะไปต้อนรับนายทักษิณ ที่จ.เชียงใหม่ เป็นเรื่องธรรมดา ไปก็มีคนชอบไปรับ แต่การที่ไปอย่างนั้นก็ไม่รู้สึกแปลก เพราะมี FC ไม่ว่าจะเป็นนายกฯทักษิณ หรือ นายกฯเศรษฐา หรือว่าที่นายกฯอุ๊งอิ๊งค์ ไปก็ต้องมี FC เป็นเรื่องธรรมดา แต่ผู้ที่ไป ที่มีตำแหน่งนั้นมีความละอายใจหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ตรงนี้ต้องคิดและพิจารณา
"เสรี" เผยอาจมีลดจำนวน สว. อภิปราย
ขณะที่ "นายเสรี สุวรรณภานนท์" สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าการอภิปรายทั่วไปของ สว. ขณะนี้มีความพร้อมแล้ว ซึ่ง สว. ได้รับทราบประเด็นญัตติเสนอให้วุฒิสภาประสานกับรัฐบาลให้มาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้มี สว. แสดงเจตจำนงที่จะอภิปรายแล้วกว่า 30 คน แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาหลังจากขอรัฐบาลไป 2 วัน แต่รัฐบาลกำหนดเพียงวันเดียว ซึ่งได้เวลาในการอภิปราย 12 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้มี สว.ขออภิปรายจำนวนมาก จึงต้องหารือร่วมกันว่า โดยขอความร่วมมือให้ลดจำนวนคนในการอภิปราย คนไหนที่มีประเด็นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน อาจจะมอบให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้อภิปราย และให้คนที่มีข้อมูลเยอะ ได้มีเวลาในการอภิปราย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชน และให้ได้สาระมากที่สุด
ส่วนโอกาสที่จะปรับลดจำนวน สว.ก็ยังคงมีอยู่ และมองว่าถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญและใจกว้างหน่อย ก็น่าจะจัดสรรเวลาได้สัก 2 วัน เนื่องจากมองว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประชาชน จึงไม่ควรจำกัดเวลาอะไรมากมาย เพราะเป็นการนำปัญหามาคุยกันในสภา รัฐบาลน่าจะให้ความสำคัญแต่รัฐบาลเองยังไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้
รบ.ควรรับฟังไม่ใช่คิดเตะถ่วง
ขณะเดียวกัน พยายามที่จะติดต่อมา เพื่อไม่ให้มีการลงชื่อให้ครบ หรือดึงเวลาในการอภิปรายให้ไกลออกไปอีก และย้ำว่าหากเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองรัฐบาลควรขวนขวายรับฟังข้อเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเสียประโยชน์ และเสียความน่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังคงยืนยันที่จะให้อภิปรายเพียง 1 วัน
"เป็นเวลาสุดท้ายแล้ว จะทิ้งทวน ทิ้งหอก แต่ว่าตอนทิ้งดาบ ก็จะทำให้ดี เพราะที่ผ่านมาไม่มีการอภิปรายแบบนี้ กว่าจะทำความเข้าใจกับสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเป็นเรื่องง่าย ก็คงได้อภิปรายไปตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ดังนั้น สว.ต้องเข้าใจ ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่เป็นการล้มรัฐบาล" นายเสรี กล่าว
รธน.ให้อภิปรายได้แม้ยังไม่มีการใช้เงิน
สำหรับการอภิปรายครั้งนี้มีการอ้างว่ารัฐบาล ยังไม่ใช้งบประมาณนั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อยู่แล้ว ว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องของการใช้งบประมาณ หรือไม่ใช้ แต่รัฐบาลเอามาอ้างไม่ได้ว่า ยังไม่ใช้งบประมาณ เพราะตามรัฐธรรมนูญรัฐบาลสามารถใช้งบประมาณตามกฎหมายเดิมได้อยู่แล้ว
สำหรับเรื่องที่ สว.แสดงความจำนงไว้มากที่สุด คือ เรื่องของเศรษฐกิจเรื่องปากท้อง ของประชาชน ซึ่งขณะนี้ลำบากปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันกับกลายเป็นว่าจะแก้ไขปัญหาโดยแจกเงินดิจิทัล ซึ่งถือว่าผิดทาง
ขอ "เศรษฐา" อยู่ให้ถึง 25 มี.ค. เพื่อฟังข้อเสนอแนะ
ส่วนที่มีการมองว่าจะถึงขั้นเปลี่ยนตัวนายกฯนั้น ก็มองกันได้ แต่เรื่องของการเปลี่ยนตัวนายกฯนั้น มีการพูดกันมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ตนก็ยังภาวนา ให้รัฐบาลในยุคปัจจุบัน อยู่ได้ถึงวันที่ 25 มี.ค. เพื่อที่จะได้อภิปรายกัน เพราะถ้าเปลี่ยนตัวนายกฯ ครม.ก็ต้องหมดไป การอภิปรายก็จะทำให้สิ้นผลไป ดังนั้นอยู่ให้ครบถึงวันที่ 25 มี.ค.นี้
"ปัญหาประเทศมีเยอะ แต่รัฐบาลแก้ไขเป็นรูปธรรมไม่ได้ ไม่มีความชัดเจน ซึ่งสิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ มีสถิติเดินทางไปต่างประเทศ 200 ครั้ง 200 วัน ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า แทนที่จะเอาเวลาไปบริหารประเทศเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนหรือพูดคุยกันในสภา ทำให้เสียโอกาส และมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ต้องให้คนที่มีกำลังทำการเมืองเป็นคนตัดสินใจ แต่มันเห็นอยู่แล้วว่าไม่ใช่ตัวนายกฯ คนปัจจุบันที่ตัดสินใจ นายกฯปัจจุบันก็อยู่ด้วยจมูกของคนอื่น" นายเสรี ระบุ
ชี้ให้เห็นการเมืองแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
ส่วนการอภิปรายครั้งนี้จะพูดถึงนายทักษิณ และ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงคนนอก เพราะหลักการ คือ พูดถึงกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองเป็นสำคัญ ที่ถูกการเมืองแทรกแซง การใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมหลายมาตรฐาน พูดแค่นี้ประชาชนก็เข้าใจ