ด้าน "นายจรัญ ภักดีธนากุล" อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มองถึงแนวทางการวินิจวัยคดีครั้งนี้ว่า ยังมีความก้ำกึ่งในด้านกฎหมาย จึงขึ้นอยู่กับการตีความของตุลาการ ว่าจะตีความตามตัวอักษร หรือตีความตามเจตนารมณ์ ซึ่งหากตีความตามตัวอักษร การห้ามผู้สมัคร สส. ถือหุ้นสื่อนั้น ก็จะไม่ได้จำกัดจำนวนเอาไว้ ซึ่งไม่ว่าจะถือครองเพียง 1-2 หุ้น ก็ถือว่ามีความผิด หรือหากตีความตามเจตนารมณ์ ศาลก็อาจจะพิจารณาว่า จำนวนหุ้นที่นายพิธาถือครองอยู่นั้น สามารถสร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบในการเลือกตั้งหรือไม่
"นายสุพจน์ ไข่มุกด์" อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คดีการถือครองหุ้นสื่อของนายพิธานั้น คล้ายกับกรณี "นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพราะไม่ได้มีการจดแจ้งเลิกกิจการสื่อ ดังนั้น กรณีของนายพิธา อาจต้องดูข้อกฎหมายด้วยว่า ไอทีวีมีการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการสื่อแล้วหรือไม่
ส่วนที่มีการระบุจำนวนหุ้นไม่มากพอที่จะสามารถครอบงำองค์กรได้นั้น เห็นว่าการพิสูจน์เจตนารมณ์ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก เพราะอาจมีการปิดบังซ่อนเร้นเจตนาเพื่อผลประโยชน์ของตนเองได้ ส่วนตัวจึงมองว่าควรพิสูจน์ด้วยข้อกฎหมายจะชัดเจนที่สุด
"ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ได้ยุติการออกอากาศไปแล้ว จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ตกลงแล้วไอทีวี ยังเป็นสื่อที่ประกอบกิจการอยู่หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ศาลจะพิจารณา เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า ไอทีวียังมีสถานะเป็นสื่อ และได้เลิกกิจการแล้วหรือไม่" นายสุพจน์ ระบุ