ขณะที่ "นายแสวง บุญมี" เลขาธิการ กกต. พร้อมคณะ ในฐานะผู้ร้องได้เดินทางมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 08.50 น. ก่อนเวลาที่ศาลนัดไต่สวน เวลา 09.30 น.
สำหรับบรรยากาศที่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ มีมวลชนส่วนหนึ่งมาปักหลักให้กำลังใจ นายพิธา พร้อมชูป้าย พร้อมรูปภาพนายพิธา ข้อความระบุว่า "เรียกร้องให้ กกต.ถ่ายทอดสด ผ่านช่อง ITV. , ITV. อยู่ไหน อยากออก ITV, เรารักนายกพิธา เรารักก้าวไกล, กำลังใจ นายกฯพิธา" ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย บริเวณพื้นที่โดยรอบศาลรัฐธรรมนูญ พบว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการเพิ่มมาตรการพิเศษ เนื่องจากการประเมินคาดว่า จะไม่มีสถานการณ์วุ่นวาย โดยตำรวจ สน. ทุ่งสองห้อง พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำเพียงแผงเหล็กมากั้นไว้บริเวณทางเข้าออกศาลเท่านั้นโดยไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปบริเวณด้านใน
อย่างไรก็ตาม นายพิธา เปิดเผยภายหลังการเข้ารับฟังการไต่สวนว่า บรรยากาศเป็นไปตามที่คาดหวัง และพอใจกับกระบวนการ ซึ่งได้ไต่สวนตามข้อเท็จจริงที่ตั้งใจไว้ทุกประการรู้สึกพอใจ ส่วนรายละเอียดนั้น ตนคงให้สัมภาษณ์ไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดศาล แต่ในส่วนข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนได้เคยนำเสนอเกี่ยวกับการยุติจากประกอบกิจการไอทีวี หรือสถานะผู้จัดการมรดกของตนเอง ก็ได้รับการไต่สวนจากศาลและฝ่ายกฎหมายของผู้ร้อง และผู้ถูกฟ้องครบถ้วน แต่รายละเอียดตนไม่สามารถเปิดเผยได้
ทั้งนี้ การไต่สวนมีพยาน 3 ปาก คือ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะพยานผู้ร้อง
นายคิมห์ สิริทวีชัย ผู้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไอทีวี และตน ซึ่งจาการฟังน้ำหนักพยาน และหลักฐานจากตนเองและผู้ร้องแล้วนั้น ตนไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เพราะจะเป็นการชี้นำและละเมิดศาลได้ แต่สิ่งที่จะให้สัมภาษณ์ได้ คือ พอใจและเป็นไปตามที่หวังไว้ทุกประการ สามารถบอกได้แค่นี้
ส่วนรายละเอียดขอให้รอการสรุปอย่างเป็นทางการจากทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ไม่มีการนัดไต่สวนโดยจะมีการนัดตัดสินหรือการอ่านคำวินิจฉัยเลย สำหรับความมั่นใจว่าก่อนที่จะเดินทางเข้ามาฟังการไต่สวน และหลังออกมาอย่างมั่นใจเหมือนเดิมหรือไม่ ส่วนตัวยังมั่นใจเหมือนเดิม มั่นใจว่าได้ทำตามหน้าที่ในฐานะผู้ถูกฟ้องอย่างเต็มที่แล้ว
ทั้งนี้ ตนไม่ได้คาดหวังต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมและความยุติธรรม ในกรณีนี้หากคำพิพากษาเป็นคุณ ก็หวังว่าจะกลับไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันที
เมื่อย้อนถามถึง วันลงรับสมัครเลือกตั้ง สส. ได้ถือหุ้นไอทีวีไว้หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เป็นการถือแทนในฐานะผู้จัดการมรดก แต่ในส่วนรายละเอียดอยู่ในชั้นศาล ตนไม่อยากที่จะละเมิดศาล แต่ก็ยืนยันว่าเป็นการถือแทนน้องชาย ซึ่งได้สละเจตนาตั้งแต่ก่อนอยู่พรรคอนาคตใหม่ และมีการปันทรัพย์มรดกกัน ตนจะตอบมากกว่านี้ไม่ได้ แต่ข้อนี้ก็เป็นหนึ่งในข้อที่มีการพูดคุยกัน ถ้าตอบไปจะเป็นการชี้นำสังคมและเป็นการละเมิดศาล
ส่วนไอทีวีได้ยุติการออกอากาศแล้วสามารถกลับมาทำสื่อได้อีกอีกครั้งหรือไม่นั้น ถ้าตามเอกสารก็ต้องดูที่นายคิมห์ ที่เคยได้มีการพูดคุยกับที่ประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้น เรื่องนี้ขอให้ถามนายคิมห์ น่าจะเหมาะสมมากกว่า ส่วนตัวจะไปพูดแทนไม่ได้ แต่ถ้าได้ดูตามเอกสารที่ออกมา ก็จะเห็นว่าไอทีวีได้ยุติการประกอบกิจการไปตั้งแต่ปี 50 ทรัพยากรอีกครึ่งหนึ่งก็ไปอยู่ไทยพีบีเอส แล้วตอนนี้ใบอนุญาตก็ไม่มี เพราะฉะนั้นการจะกลับมาประกอบกิจการเดิมก็ต้องมีทั้งคดีความที่เกี่ยวโยงกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สปน. ที่ศาลปกครองสูงสุด รวมถึงคลื่นความถี่ที่ไม่มีแล้ว ใบอนุญาตประกอบกิจการ ที่สอบถามไปยัง กสทช. ก็ไม่มี
สำหรับคำพิพากษาผู้จัดการมรดกต้องมาจากศาลแพ่ง ส่วนที่เหลือเป็นการปันทรัพย์ ที่มีการส่งข้อมูลทางดิจิทัลที่สามารถเห็นได้ ว่าฝ่ายนั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่ และเรื่องของแสตมป์อากรก็ได้ชี้แจงไปแล้วครบทุกอย่าง
อนึ่ง สำหรับพยาน 3 ปาก เป็นพยานฝั่งผู้ถูกร้อง 2 คน คือ
- นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.พรรคก้าวไกล
- นายคิมห์ สิริทวีชัย ผู้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไอทีวีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 และยังเป็นผู้เซ็นรับรองในรายงานบันทึกการประชุม
ส่วนพยานอีก 1 คน เป็นฝั่งผู้ร้อง คือ
- นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ศาลเรียกให้มาไต่สวน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนายแสวงให้การเสร็จสิ้น พร้อมทั้งได้ยืนยันเอกสารหลักฐานแล้วก็กลับไปสำนักงาน กกต. ทันที
ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงผลการไต่สวน โดยนัดรับฟังคำวินิจฉัยในเวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 ม.ค. 2567