ส่วนกกต.จะส่งความเห็นไปยังรัฐบาลหรือไม่ นายแสวง ยืนยันว่า กกต.ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย หรือให้ความเห็น ต้องมีข้อเท็จจริงทางกฎหมาย แล้วจึงจะวินิจฉัยไม่สามารถให้ความเห็นก่อนได้
"จุรินทร์" ชี้ ดิจิทัลวอลเล็ต คือบทเรียนประชานิยม
ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต ภายหลังมีข่าว ปปช.เตรียมเสนอความเห็นต่อรัฐบาลในทางที่อาจมีปัญหาเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมายว่า เรื่องนี้ถ้าไม่ทำหรือทำไม่ได้ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะเป็นผู้ริเริ่มนโยบายทั้งในส่วนที่ได้นำไปหาเสียงกับประชาชนไว้และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
อีกทั้งต้องทำแบบไม่ให้มีการทุจริต ผิดกฎหมายและเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจด้วย รวมทั้งต้องไม่ให้เกิดการซ้ำรอยจำนำข้าวที่เกิดการทุจริต กระทำผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายกับประเทศมหาศาลจนวันนี้ยังใช้หนี้ไม่หมด ส่วนจะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับรัฐบาลเมื่อเป็นคนผูกแล้วก็ต้องเป็นคนแก้และกรณีนี้จะเป็นอีกกรณีหนึ่งที่จะเป็นบทเรียนสำคัญกับประชานิยมให้ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น
ส่วนกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ออกมาตอบโต้ ปปช.เรื่องทุจริตว่าอย่าพูดลอยๆนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่าเมื่อยังไม่ทำก็ยังไม่มี ยกเว้นวันหน้าพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริตหรือเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย
"มาดามเดียร์"ย้ำไม่ควรกู้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะที่ "น.ส.วทันยา บุนนาค" สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตนยืนยันมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยที่จะต้องกู้เงิน เพื่อมาจ่ายหรือแจกเงินให้กับประชาชนในช่วงเวลาแบบนี้ และที่สำคัญในการใช้เงิน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตนคิดว่าวันนี้ (20ม.ค.) ปัญหาของประเทศไทยคือความสามารถในการแข่งขัน ที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคประเทศเพื่อนบ้าน
"เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลต้องการที่จะนำเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ จึงอยากเห็นการใช้เงินที่จะเป็นการลงทุนเห็นผลลัพธ์ในระยะยาวมากกว่าเพียงการกู้เงิน แล้วนำมาแจกประชาชนซึ่งเงินก็จะหมดไปโดยไม่ได้อะไรกลับคืน" น.ส.วทันยา กล่าว
ส่วนเรื่องของตัวเลขงบประมาณปี 2567 นั้น มองว่าอย่างที่ฝ่ายค้านและนักการเมืองหลายคนพูดว่าว่าปัญหาของประเทศไทยกว่า 80% หมดไปกับการใช้จ่ายบนงบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจำ ขณะที่งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนกลับมีสัดส่วนเพียงแค่ 20% เท่านั้น ซึ่งพอเป็นในลักษณะนี้ มันไม่สามารถที่จะไปทำกิจกรรมหรือโครงการนโยบายใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคตข้างหน้าได้
น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า นี่คือปัญหาใหญ่จะทำอย่างไรที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลอย่างไร อยากเห็นการทำงบประมาณที่สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ หรือการก้าวไปดักรออนาคตของประเทศ แต่วันนี้ (20ม.ค.) กำลังมีปัญหาหลายอย่างที่กำลังดักรออยู่ เช่น ปัญหาสังคมผู้สูงวัย ปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกัน ปัญหาผู้สูงวัยนั้น เป็นที่ชัดเจนว่ามีแนวโน้มว่ารายจ่ายประจำมีตัวเลขที่สูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องของระบบรัฐสวัสดิการต่างๆ พร้อมย้ำว่าถ้าประเทศยังคงใช้งบประมาณที่ไม่ได้เป็นการก้าวไปดักรอในอนาคตแบบระยะยาว ตนคิดว่าจุดนี้จะส่งผลลัพธ์ในอนาคตอย่างแน่นอน
เมื่อถามถึง การทำนโยบายที่ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนมากกว่ารักษาสัญญาที่เคยหาเสียงไว้ น.ส.วทันยา มองว่า นโยบายที่เคยหาเสียงไว้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องทำ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าในการเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคการเมืองจะไม่ได้เป็นการนำเสนอนโยบายโดยที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน
น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า ฉะนั้นเวลาที่ประชาชนไปเลือกพรรคการเมืองไหน ก็มองนโยบายพรรคนั้นเป็นตัวประกอบ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำมาพิจารณาเป็นปัจจัยในการเลือกพรรคการเมืองนั้นๆ แต่ถ้าหากพรรคการเมืองไม่รับผิดชอบต่อนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ประชาชนก็คงขาดความเชื่อมั่น ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญ
"แต่มากกว่าตัวนโยบายรัฐบาล ก็คงต้องมองในแง่ภาพรวมของประเทศด้วย รวมถึงการนำเสนอนโยบายที่จะไม่ส่งผลกระทบต่ออนาคต หรือส่งผลกระทบต่อประชาชนอีกส่วนหนึ่ง และตราบใดที่เข้ามาทำงานในฐานะรัฐบาลแล้วนั้น หมายถึงคุณจะต้องเป็นรัฐบาลของประชาชนของทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเป็นรัฐบาลของโหวตเตอร์ที่เลือกพรรคของตัวเองเข้ามาทำหน้าที่" น.ส.วทันยา ระบุ