ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับรัฐบาลควรทำเรื่องการเมืองควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน จะแยกส่วนไม่ได้ และเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และสนับสนุนที่รัฐบาลประกาศนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นหนังคนละม้วน เพราะเมื่อเข้า ครม. กับกลายเป็นการตั้งคณะกรรมการศึกษาแทน จากเร่งด่วนกลายเป็น 4 ปี จากหนังสั้นเป็นหนังยาว ซึ่งการทำประชามติต้องทำอย่างน้อย 3 ครั้ง แล้วงบอยู่ตรงไหน ตั้งไว้เท่าไหร่ หาไม่เจอ จึงขอให้สะท้อนความจริงใจตรงนี้ด้วย
สำหรับงบประมาณของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะงบที่ยกระดับควบคุมดูแลผู้ต้องขัง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามหลักสิทธิมนุษยชน โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยสถานที่ คือ ราชทัณฑ์และทัณฑสถานที่มีผู้ต้องขังกว่า 280,000 คน จึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลชุดนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ใช้งบปี 66 และจัดทำงบปี 67 ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสหรือไม่ เลือกปฏิบัติกับผู้ต้องขัง กว่า 280,000 คนหรือไม่ เพราะมีข้อเคลือบแคลเกิดขึ้นในสังคม ว่าทำไมรัฐบาลปล่อยให้นักโทษบางคน เข้าคุกทิพย์มาแล้วกว่า 120 วัน ยังไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างอภิปรายของนายจุรินทร์ เกี่ยวกับประเด็นการคุมขัง ทำให้ "นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม" สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงทันที โดยระบุว่า
ไม่คิดว่า นายจุรินทร์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรี จะอภิปรายเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ ก็ล้มเหลวมาตลอด อีกทั้ง ยังเป็นเรื่องนอกประเด็น เป็นสไตล์เก่าๆ เหมือนเดิม ซึ่งตนไม่เห็นด้วย และรู้ว่ากำลังจะพูดถึงคนชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่โดนกลั่นแกล้งไปอยู่เมืองนอกมา 17 ปี แล้วกลับเข้ามา การที่ไปอยู่นอกเรือนจำ ก็มีใบอนุญาตจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ชัดเจน จึงขอให้ประธานในที่ประชุมสั่งให้นายจุรินทร์ถอนคำพูดด้วย
ขณะที่ "นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา" ประธานการประชุม ได้วินิจฉัยโดยนายจุรินทร์ยังอภิปรายอยู่ในประเด็น ซึ่งนายครูมานิตย์ก็ยังยืนยันว่า นายจุรินทร์อภิปรายถึงบุคคลที่อยู่นอกสภา
จากนั้น "นายชัยชนะ เดชเดโช" สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงนายครูมานิตข์ ว่า ประท้วงส่อเสียดนายจุรินทร์ ไม่คิดว่าสภาอันทรงเกียรติจะมีคำพูดจากสมาชิกผู้ทรงเกียรติแบบนี้ ส่วนตัวเคารพนายครูมานิตย์ จึงอยากให้ถอนคำพูด จนท้ายที่สุดประธานก็สั่งให้ครูมานิตย์ถอนคำพูด ทำให้บรรยากาศการประชุมดำเนินต่อ
จากนั้น นายจุรินทร์ อภิปรายต่อว่า ตนไม่ประสงค์จะเอ่ยชื่อบุคคลใด ขอให้ประธานสบายใจได้ เพราะเคารพกติกาเสมอ คำถามก็คือ ทำไมนายกฯ และรมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้ร่วมรับผิดชอบบริหารโครงการ 3.8 หมื่นล้านบาท ไม่ทำข้อเคลือบแคลงสงสัยให้กระจ่าง โดยเฉพาะนายกฯ ทั้งที่ทุกวันนี้เห็นสั่งการได้ทุกเรื่อง กลายเป็นหลงจู๊ประเทศ แต่พอเรื่องคาใจทำไมไม่สั่ง หรือตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ เพื่อไขข้อสงสัยให้กับคนทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ ที่ออกระเบียบ ว่าด้วยการดำเนินการคุมขัง ในสถานที่คุมขัง 2566 อ้างทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และการใช้งบส่อไปในทางไม่ชอบหรือไม่ ทั้งนี้ การออกระเบียบดังกล่าว เป็นระเบียบแบบศรีธนญชัย เพราะแทนที่จะแยกผู้ต้องขังออกจากนักโทษเด็ดขาด กลับกลายเป็นว่า ไปแยกผู้ต้องขังเด็ดขาดออก เป็นสองมาตรฐาน
- มาตรฐานที่ 1 ติดคุกที่เรือนจำ
- มาตรฐานที่ 2 ติดคุกที่บ้านได้ ใช้เพียงอำนาจของคณะกรรมการ ไม่ใช่อำนาจศาล จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เลือกปฏิบัติ และคำพิพากษาของศาลไร้ความหมาย ศาลสถิตยุติธรรม พิพากษาจำคุก แต่กรมราชทัณฑ์สั่งให้นักโทษบางคนไปติดคุกที่บ้าน กลายเป็นนักโทษเทวดา
ด้าน "นายฐากร ตัณฑสิทธิ์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การทำให้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การจัดเรียงลำดับแผนยุทธศาสตร์ โครงการให้เป็นไปตามความจำเป็นเร่งด่วน โดยเห็นว่างบลงทุนปี 2567 อาจยังไม่เพียงพอ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาคน พัฒนาประเทศ
ขณะเดียวกัน อยากสอบถามนายกฯว่า งบลงทุนใหม่ที่รัฐบาลได้จัดในปี 2567 นั้น แท้จริงแล้วเท่าใด บางส่วนเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วหรือไม่ เพื่อนำมาพิจารณาว่า ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยว่ารัฐบาลจัดงบในปี 2567 เป็น "งบแบบ 3 ขาด" เพราะรัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนใหม่ เช่น งบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จะนำมาดูแลผู้สูงอายุซึ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแบบเต็มขั้น โดยเป็นงบประมาณรวม กว่า 25,000 ล้านบาท แต่พบว่าเป็นงบลงทุนเพียง 1,900 ล้านบาทเท่านั้น หรือ เพียง 7.79%เท่านั้น
นอกจากนี้ เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณรวมกว่า 320,000 ล้านบาท แต่พบว่าเป็นงบ ลงทุนเพียงกว่า 13,000 ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็น 4.12 % ทั้งที่ควรมุ่งเน้น การแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของประเทศไทยให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะผลการทดสอบคะแนน Pisa ของไทย ตกต่ำลงมาต่อเนื่อง จนอยู่ในระดับท้ายๆของอาเซียน
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งขาด คือ กระทรวงสาธารณสุข งบประมาณรวมกว่า 160,000 ล้านบาท แต่เป็นงบลงทุนเพียงกว่า 13,000 ล้านบาท หรือ 8.43 เท่านั้น ขณะที่บางกระทรวงที่สำคัญต่อการพัฒนาคนได้งบประมาณลงทุนน้อยนิด แต่กลับมีบางกระทรวงที่ได้งบ "ส่วนเกิน 3 เกิน" ประกอบด้วย
- กระทรวงคมนาคม พบว่าเป็นงบลงทุน กว่า 170,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 93.63% ของบประมาณที่ได้รับ
- กระทรวงมหาดไทย ของพรรคร่วมรัฐบาล พบงบลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 32.88% ของงบประมาณที่ได้รับ
- กระทรวงกลาโหม เป็นงบลงทุนกว่า 45,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22.92% ของงบประมาณที่ได้รับ
อย่างไรก็ตาม จึงเห็นว่างบส่วนใดที่สามารถชะลอได้ ควรขยายเวลาในการดำเนินการออกไป เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าว มาใช้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพต่อประชาชนก่อน
ส่วน 1 พอได้ ถืองบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นงบลงทุนกว่า 84,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 71.32% ของงบประมาณที่ได้รับ โดยในส่วนของงบดังกล่าว ขอให้งบที่ลงไปในแต่ละจังหวัดเกิดความเป็นธรรม และรัฐบาลควรออกมาชี้แจง เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรทุกภาคส่วนของประเทศอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี สรุปว่า 3 ขาด 3 เกิน 1 พอได้ จะสร้างความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ทำให้สังคมแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น เพราะขาดการพัฒนามนุษย์ขาดการพัฒนาด้านการศึกษา งบประมาณมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านวัตถุ จะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนมีรายได้อย่างมั่นคง อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงขอให้นายกฯ และรัฐบาล มีการปรับเปลี่ยนในชั้นกมธ. เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและมีประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน