ส่วนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมผู้อภิปรายไว้ 50 คนนั้น ก็สอดคล้องกับระยะเวลา 3 วัน และเวลาของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ได้มากกว่าฝ่ายรัฐบาล โดยมหาดไทยเป็นกระทรวงที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนทุกเรื่องอยู่แล้ว สามารถอธิบายให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้
"งบประมาณ 4 แสนกว่าล้าน ที่กระทรวงมหาดไทยได้รับมา ก็อย่าตกใจ เพราะได้มาก็ลงพื้นที่หมด งบประมาณจะเป็นของประชาชน 70-80% เป็นของมหาดไทยจริงๆไม่ถึง 20% ที่เหลือเป็นท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล เหมือนเอามาฝากผ่านกระทรวงมหาดไทย ของกระทรวงจริงๆ ได้นิดเดียว" นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า วันนี้ (2ม.ค.) จะมีการประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นปกติที่ก่อนที่จะมีการเปิดประชุมสภา และวันที่ 3 ม.ค. จะมีการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณด้วย รวมถึงจะมีการหารือเรื่องกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณในสัดส่วนของ ครม. ที่ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. หรือรัฐมนตรี แต่ดูผู้ที่มีคุณวุฒิมากเพียงพอ
ด้าน "นายภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกรัฐมนตรี และรมวซ.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เรียกขึ้นไปพูดคุยบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยยืนยันว่า ไม่มีการพูดถึงการเตรียมอภิปรายงบปี 2567 เนื่องจากมีการประชุมงบร่วมกันไปแล้ว โดยเฉพาะวิปสภา วิปรัฐบาล ได้คุยกันไปแล้ว ก็ต้องบอกว่าทุกคนจะอยู่ในส่วนที่เตรียมการชี้แจงความจำเป็นในการใช้งบแต่ละกระทรวง และจะผลัดกันทำงาน ขณะที่ รองนายกฯ ทั้ง 6 คน จะอยู่ในการอภิปรายตลอด ไม่ว่านายกฯ จะอยู่หรือไม่ ซึ่งรองนายกฯ ได้วางงานนี้เป็นงานหลักอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร
"นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา" ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมในวันพรุ่งนี้ (3 ม.ค.) ว่า ได้มีการจัดสรรเวลาการอภิปรายกันลงตัวแล้ว โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09:30 น. เป็นต้นไป และยืนยันไม่รู้สึกกังวลใจว่าการพิจารณาร่างงบประมาณฯ ครั้งนี้ฝ่ายค้านจะใช้เวทีเป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจย่อย ๆ
ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สส.มีพัฒนาการ จึงเชื่อมั่นว่าการอภิปรายจะเป็นไปตามสาระสำคัญ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน และอยากให้ประชาชนได้ฟังการชี้แจงถึงการใช้จ่ายงบประมาณจากรัฐบาลว่า จะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และฝ่ายค้าน มีข้อติติงใดให้รัฐบาลแก้ไข ซึ่งสภาก็จะเปิดโอกาสให้ สส. อภิปรายอย่างเต็ม
ส่วนหากมีการอภิปรายงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ และมีการพาดพิงถึงนายทักษิณ จะเปิดโอกาสให้ สส.อภิปรายหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่าครั้งนี้เป็นการอภิปรายงบประมาณ ซึ่งหากเกี่ยวโยงกับงบประมาณ ก็สามารถอภิปรายได้ แต่หากไม่เกี่ยวก็ต้องไปอภิปรายในการกระทู้ถาม หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงหวังว่า สส.จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และคงไม่จำเป็นต้องเหมือนอดีต ที่จะต้องมีองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล คอยช่วยประท้วงต่าง ๆ และต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง
สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านท้วงติงรัฐบาลรวบรัดเวลาในการพิจารณา ทำให้มีเวลาศึกษารายละเอียดร่างงบประมาณน้อยนั้น ยอมรับว่าตนเองเข้าใจปัญหาดังกล่าว แต่ สส.ได้ตกลงเวลากันเองแล้ว ซึ่งเมื่อรัฐบาลส่งร่างพ.ร.บ.งบประมาณมาแล้ว ก็มีการปรึกษาหารือกัน และตกลงกันว่า จะประชุมพิจารณาในวันที่ 3-5 ม.ค.นี้ เพราะสัปดาห์ถัดไป สส.ต้องลงพื้นที่วันเด็ก และ สส.ไม่อยากประชุมในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะต้องเตรียมไปร่วมงาน
ส่วนจะมีการกำชับ สส.อย่างไรเพื่อป้องกันการเรียกรับเงินในการพิจารณางบประมาณชั้นกมธ.เพื่อแลกกับการไม่ตัดงบนั้น มั่นใจว่าในยุคนี้ไม่มีแล้ว เพราะเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ และประชาชนก็ตรวจสอบอยู่ และผู้ที่ทำอะไรไม่ดี ไม่ว่าจะเรียกทรัพย์ ตบทรัพย์ ก็จะไม่ได้รับเลือกเข้ามาเป็น สส.อีก ดังนั้น สส.ต้องระมัดระวัง และตอนนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบ สส. จากสื่อได้ จึงเชื่อว่าคงจะไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้ว
สำทับด้วย "นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวกรณีที่พรรคเพื่อไทย ขอฝ่ายค้านอย่าอภิปรายพาดพิงนายทักษิณ โดยคิดว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง และเชื่อว่า สส.ทุกคนทราบวาระการพิจารณา ซึ่งหากไม่มีวาระเกี่ยวข้อง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอ่ยถึงบุคคลภายนอก แต่หากมีความเกี่ยวข้องก็จะต้องอภิปรายกล่าวถึง
ส่วนแนวทางการอภิปรายของพรรคก้าวไกลนั้น ได้ประกาศไปแล้วว่า วิกฤติแบบใด จึงจัดงบแบบนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้อ้างถึงสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศอยู่ในวิกฤต ที่จะต้องกู้เงินมาดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต แต่การจัดสรรงบประมาณในร่างกฎหมาย ได้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศกำลังวิกฤตจริงหรือไม่
"ซึ่งเท่าที่เห็นไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในการจัดสรรงบประมาณที่แตกต่างจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และยังเห็นว่า รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณตามดิมซึ่งทั้ง 3 วัน พรรคก้าวไกลได้วางการอภิปรายสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติเศรษฐกิจปากท้อง วิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติความเหลื่อมล้ำ และวิกฤติทรัพยากรมนุษย์ เด็กเกิดใหม่น้อย" ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุ
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ จะมีความเข้มข้นไม่ต่างจากการอภิปรายงบประมาณของพรรคก้าวไกล ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าการอภิปรายจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยอ้างอิงจากการอภิปรายครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการประท้วงวุ่นวาย
ขณะเดียวกัน ในวันนี้ฝ่ายค้านยังได้ประชุมรวมกัน เพื่อเชิญตัวแทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้ามาให้ข้อมูล สาระสำคัญ และเหตุผลในการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว
ด้าน "นายชัยชนะ เดชเดโช" สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้มีการเตรียมบุคคลและเนื้อหาที่อภิปรายร่างงบประมาณไว้แล้ว โดยจะชี้ให้เห็นว่างบประมาณที่จะใช้จ่ายเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ตั้งแต่ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งบรรจุในคำแถลงนโยบายรัฐบาลนั้น กลับขาดการให้ความสำคัญจากรัฐบาลในการใช้งบประมาณ เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จนกลายเป็นว่า สิ่งที่รัฐบาลหาเสียงไว้กับประชาชนนั้น เหมือนกับเป็นการตีเช็คเปล่า
ทั้งนี้ โดยหวังอาศัยชื่อเสียงเก่าๆ เพื่อจะรักษาแบรนด์ของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ว่า เป็นพรรคต้นตำหรับด้านประชานิยม เช่น นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ปริญญาตรี 25,000 บาท ปรากฏไม่พบงบประมาณรายการใด ที่ใช้ผลักดันการขึ้นคาแรงงานของภาคเอกชน ต่างจากท่าทีของ นายเศรษฐา ที่ระบุว่า ไม่มีความสุขเพราะค่าแรงขึ้นน้อยเกินไป
ส่วนของค่าแรงภาคราชการ มีหมวดเงินเดือนข้าราชการที่เพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ถึงตามจำนวนที่ได้หาเสียงไว้ รวมถึงนโยบายส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ในทุกมิติ กลับกลายเป็นว่า นอกจากจะเป็นเวทีให้ชื่อของ "น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ติดหูติดตาประชาชนแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีการวางแผนและงบประมาณไว้อย่างไร ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ โดยไม่ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์และงบประมาณที่จะใช้ส่งเสริมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ
สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า กทม. 20 บาท ตลอดสาย ก็ไม่ปรากฏรายการแผนงาน และโครงการที่เกี่ยวข้องใน รฟม. รฟท. แต่อาจแฝงอยู่ในหมวดงบชดเชยรายได้ของ รฟม. และรฟท. ซึ่งไม่ได้จำแนกรายการออกมาให้ปรากฏชัดเจน รวมทั้งนโยบายที่ประชาชนคาดหวังว่า รัฐบาลจะต้องทำให้สำเร็จ คือ โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ปรากฏว่า ไม่มีในรายการของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า รัฐบาลเมื่อได้ทราบถึงสถานการณ์การเงินการคลัง รวมทั้ง ข้อจำกัดต่างๆ แล้ว ก็จะล้มเลิกความคิด หรือเปลี่ยนแปลงวิธีการในการดำเนินนโยบายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมีการบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว ก็ต้องขอให้รัฐบาล ตอบคำถามให้ได้ว่า โครงการเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท จะเริ่มดำเนินการอย่างไร
สำหรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้น ตนอยากจะให้ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะถือว่าเป็นงบประมาณที่ใกล้ชิดกับประชาชน ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ อปท. ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลคงที่อยู่ที่ร้อยละ 29 มา 7 ปี ติดต่อกัน ซึ่งยังน้อยกว่าเป้าหมาย ตามพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่ร้อยละ 35 ทำให้การจัดการบริการสาธารณะของอปท. ยังไม่สามารถพัฒนาคุณภาพบริการสาธารณะได้ตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจน การเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้อปท. ตามกฎหมายกำหนด อีกทั้ง ยังปรากฏว่างบประมาณในส่วนท้องถิ่นที่จะดำเนินการในการจัดทำบริการสาธารณะนั้น กลับกระจุกกับหน่วยงานส่วนกลางที่กำกับดูแล โดยปรากฏในงบประมาณว่า เป็นงบประมาณเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและการใช้พลังงานทดแทน แต่เมื่อไปดูพบว่ามีบาง อปท. ใช้วิธีตั้งงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟฟ้าในราคาที่แพงเกินจริง
อย่างไรก็ตาม เกรงว่าอาจจะเป็นช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชันหรือฮั้วกันระหว่างเจ้าหน้าที่ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น รวมทั้งมีการยักย้ายถ่ายเทงบประมาณ กลายเป็นงบเพื่อสนองความต้องการทางการเมือง ดังนั้น ตนและพรรคประชาธิปัตย์ จะดำเนินการอภิปรายเพื่อให้รัฐบาล จัดสรรงบประมาณลงในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อสามารถใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย