หาเสียงตัดงบฯกลาโหม แต่กลับได้เพิ่ม
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่จัดสรรมานั้น เป็นไปอย่างน่าผิดหวัง ที่ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทย ได้มีการหาเสียงเอาไว้ว่า จะตัดลดลง 10% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืองบเพิ่ม 2% ซึ่งส่วนอื่นพอหาเหตุผลได้ เช่น กระทรวงมหาดไทยที่งบเพิ่มมาจำนวนมาก เพราะมาจากการจัดงบฯ เพื่อการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ต้องขึ้นลงตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น การจัดสรรงบประมาณในปีนี้ ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจ เนื่องจากสามารถคาดเดาได้จากมุขรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันหลายคนรู้สึกคาดหวัง ว่าในรอบ 9 ปี ที่มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาล งบประมาณจะถูกจัดสรรแบบใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถทำให้ขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงไว้ ที่รัฐบาลได้สัญญากับประชาชน แต่ขึ้นปีที่ 10 ยังคงเจอการทำงานแบบเดิมๆ
ห่วง ดิจิทัล วอลเล็ตไม่เกิด
เมื่อถามถึงเรื่องงบประมาณในโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ที่ไม่ถูกบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ห่วงว่ารัฐบาลจะไม่ได้ทำ เพราะช่วงต้นปีหน้า คณะกรรมการกฤษฎีกา จะให้ความกระจ่างกับรัฐบาลว่า สามารถทำได้หรือไม่ แต่การเอาไปไว้ในตะกร้าเดียว เหมือนเป็นการฝากความหวัง การกระตุ้นเศรษฐกิจในนโยบายเดียว
ถ้าสุดท้ายทำไม่ได้ เท่ากับว่าเงินที่เหลืออยู่ รัฐบาลจะสามารถจัดสรรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ใช้ได้เพียงในงบฯกลางเท่านั้น แต่ในงบฯกลางก็พบว่า มีการจัดสรรไว้อย่างไม่เพียงพอ รวมไปถึงยังมีอีกหลายโครงการ ที่ต้องใช้งบประมาณจากงบฯกลาง จากที่ตั้งไว้แล้วไม่เพียงพอ พร้อมกับฝากไปยังรัฐบาล อย่าจัดสรรงบประมาณตามใจข้าราชการ มากกว่าการทำตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน
จ่อหารือแบ่งเวลาประชาธิปัตย์
เมื่อถามว่า ได้มีการหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อแบ่งงานแล้วหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เร็วๆนี้น่าจะมีการตกลงเรื่องเวลาในการอภิปราย แต่ขอให้รอฟังพรรคประชาธิปัตย์ทำการบ้านก่อน จึงจะมาจัดคิวในการอภิปราย โดยจะพยายามจัดสรรเรื่องที่ใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับทางรัฐบาลที่ได้ร้องขอ ให้การอภิปรายเป็นไปในประเด็นเดียวกัน เพื่อให้รัฐมนตรีได้ชี้แจ้งในครั้งเดียว โดยยืนยันว่า จะไม่มีการอภิปรายเป็นรายกระทรวง และยืนยันว่า ผู้อภิปรายจากพรรคก้าวไกลทั้ง 33 คน จะอภิปรายเนื้อหาไม่มีซ้ำกัน
ซ้อมอภิปราย-เคาท์ดาวน์ปีใหม่
ส่วนระยะเวลาในการศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณน้อยเกินไปหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จะต้องทำงานหนักขึ้น เนื่องจากมีเวลาศึกษาเพียง 7 วัน ซ้ำร้ายยังตรงกับช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เราไม่อยากทำงาน หรืออยากหยุดพักผ่อน แต่ตามปกติแล้ว สส.จะมีการรับงานไปพบปะประชาชนในพื้นที่ ร่วมฉลองงานปีใหม่กับชุมชนสุดท้ายจะต้องยกเลิกนัดหมาย แต่ถึงแม้จะมีเวลาน้อย ก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น และยืนยันว่าระยะเวลา 7 วันนี้จะเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ให้ประชาชนผิดหวัง รวมไปถึง วันที่ 31 ธ.ค.นี้ ก็จะเปิดพรรคซักซ้อมการอภิปรายพร้อมกับนับถอยหลังเคาท์ดาวน์
ส่วนการแปลงไฟล์งบประมาณเป็นไฟล์ Excel นั้น น.ส.ศิริกัญญา ชี้แจงว่า เป็นการอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์งบประมาณได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และลึกขึ้น เพราะในบางงบประมาณมีการเสนอโครงการสอดไส้ อย่างงบประมาณของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่มีโครงการประกันรายได้ ตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการตั้งงบฯใช้หนี้โครงการเดิม
ยันไม่ใช้เวทีซักฟอก
เมื่อถามว่า รัฐบาลได้มีการติงว่า การอภิปรายงบประมาณ ไม่ใช่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากทางรัฐบาลได้ติดตาม การทำงานของพรรคก้าวไกล ในการอภิปรายงบประมาณ เวทีงบประมาณคือ การอภิปรายงบประมาณไม่ใช่เวทีซักฟอกอย่างแน่นอน ซึ่งเวทีนี้ เป็นเวทีของการแถลงนโยบาย 1 ปี ของรัฐบาล
ซึ่งก่อนเริ่มต้นที่รัฐบาลได้แถลงนั้น เป็นระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี แต่การอภิปรายงบฯเป็นวาระเพียง 1 ปี จะวิพากษ์เพียงการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินล้วนๆ ส่วนการซักฟอกอาจมีบางโครงการที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต อาจจะมีการพูดบ้าง แต่ไม่ใช่หลักใหญ่ใจความในการอภิปราย
แปลกใจให้ "ภูมิธรรม" ประธานดูงบ
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธานกรรมาธิการงบประมาณ เนื่องจากธรรมเนียมปกติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องนั่งเป็นประธาน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า
คนรู้สึกประหลาดใจ เนื่องจากนายภูมิธรรม เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หากจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นประธาน ก็ไม่น่าแปลกใจ
เมื่อถามย้ำว่า การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ให้นายภูมิธรรมเป็นประธานฯ สะท้อนว่าไม่ไว้ใจการทำงานของรัฐมนตรีอื่นหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่ตั้งข้อสังเกตว่ามีวาระอะไรหรือไม่ ถึงให้นายภูมิธรรมมาควบคุมด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ไม่ได้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจการคลัง จึงมองได้ว่า เป็นเป้าหมายทางการเมือง ไม่ใช่เป้าหมายปกติ พร้อมกับระบุว่า จะไม่มีการหยิยกประเด็นดังกล่าวไปใช้ในการอภิปราย แต่ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานกรรมาธิการ ก็ให้โอกาสทดลองในการทำงานก่อน แต่หากมีปัญหาค่อยมาว่ากัน
กังวลตั้งนอกงบฯเกินดุล สร้างภาพ
ด้าน นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา ในฐานะคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่จะมีการพิจารณาวาระแรก ขั้นรับหลักการในวันที่ 3-5 มกราคม 2567 ซึ่งงบประมาณปี พ.ศ. 2567 มีกรอบงบประมาณวงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท ที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของ 4 หน่วยงานหลักทางการเงิน การคลัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หน่วยงานที่รับงบประมาณ ซึ่งเป็นผู้นำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติ ได้มีคำของบประมาณไปยังสำนักงบประมาณ สูงถึง 5.8 ล้านล้านบาท
นั่นหมายความว่า หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ จะถูกตัดลดงบประมาณที่ยื่นคำขอมา กว่า 2.32 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ที่ถูกตัดลดงบประมาณจากคำขอ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า ความทุกข์ร้อนของประชาชนหลายประการ ที่ร้องเรียนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎรหรือร้องเรียนผ่านหน่วยงานโดยตรง อาจจะไม่ได้รับการแก้ไขหรือดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากวงเงินงบประมาณมีจำกัด
ข้อสังเกตงบประมาณที่น่ากังวล คือ ตามเอกสารงบประมาณปี 2567 ที่รัฐบาลมีรายได้เงินนอกงบฯ ทั้งสิ้น 2.40 ล้านล้านบาท และรายจ่ายเงินนอกงบฯ 2.11 ล้านล้านบาท ทำให้เงินนอกงบประมาณ เกินดุลที่กระทรวงการคลังได้ตั้งไว้ 295,828 ล้านบาท จะเป็นการสร้างภาพฐานะการคลังของรัฐบาลให้ดูดีเกินไปหรือไม่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องคงเป้าหมายการกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2567 ไว้ที่ 693,000 ล้านบาท รองรับการเบิกจ่ายที่ได้รับการจัดสรรไว้ ตามที่รัฐสภาอนุมัติ และส่วนที่เบิกจ่ายไม่ทันก็คาดว่า หน่วยรับงบประมาณคงขออนุมัติ คณะรัฐมนตรีกันเงินนี้ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีถัดไป ทั้งนี้คงจะไม่มีหน่วยรับงบประมาณใด นำเงินเหลือจ่ายส่งคืนคลัง ดังเช่นสมัย นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาฯที่ให้นำเงินคืนส่งคลัง
ดังนั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ การทำให้ดุลเงินนอกงบประมาณเกิดการเกินดุล จึงเป็นภาพมายาเท่านั้น เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่เป็นเงินของหน่วยงานอื่น ที่ได้รับอนุมัติให้ถือเงินส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายหมุนเวียนได้ เช่น สถานศึกษา โรงพยาบาล ทุนหมุนเวียน หรือกองทุนต่างๆ เป็นต้น
อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปี พ.ศ. 2566 มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 62.1 และคาดการณ์ในปี 2567 ร้อยละ 64.0 สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงหากจะดำเนินนโยบาย Digital Wallet คือเรื่องของสภาพคล่องในตลาดการเงิน และกฎหมายมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดว่าการกู้เงินกรณีพิเศษเจะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งตนไม่ติดขัดที่รัฐบาลจะมุ่งดำเนินนโยบาย Digital Wallet แต่ตนไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน เพื่อมาทำนโยบายนี้ เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เสียดายสัดส่วนรายได้ท้องถิ่น แค่ร้อย 29.1
ในส่วนงบประมาณที่เป็นเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สส.สรรเพชญ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐบาล กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คิดเป็นร้อยละ 29.1 ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่ถึงร้อยละ 35 ตามจุดมุ่งหมายที่ควรจะจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากเอกสารงบประมาณแล้วเห็นได้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเกิดข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณเนื่องจากงบประมาณจะไม่เพียงพอต่อการจัดทำบริการและกิจกรรมสาธารณะ
ขอฝ่ายค้านอย่าใช้เวทีซักฟอกรัฐบาล
ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำชับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้ดูแล ให้ สส.ของแต่ละพรรคเข้าร่วมประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 โดยพร้อมเพรียงกัน ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนให้ประชาชน ให้ความสำคัญติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 67 เพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น ว่า
ทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อมในการประชุม ตามระเบียบวาระเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยึดหลักการจะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ในการทำหน้าที่เสนอแนะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 67 เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดรับการแนวทางการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน การเตรียมความพร้อมในข้อมูลความจำเป็น การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณแต่ละกระทรวงที่ถูกบรรจุในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลในทุกมิติ ถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลไม่ได้จัดทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล หรือองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง แต่พิทักษ์ในหลักการของการอภิปรายเชิงสร้างสรรค์ ไม่อภิปรายแบบน้ำท่วมทุ่ง เกินกรอบ หลงประเด็น พิจารณากันแบบเข้มข้อมูล เนื้อๆเน้นๆ
อยากขอฝากไปถึงฝ่ายค้านว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขออย่าหลงประเด็น ขอให้อยู่ในกรอบการอภิปรายการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯเป็นหลัก
“ขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน คิดการเมืองให้น้อยลง คิดถึงบ้านเมืองให้มากขึ้น” นายอนุสรณ์ กล่าว