จากนั้น ทีมสุดซอยได้ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัด ขยายผลตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันจากใบกำกับการขนส่งจำนวน 170 ใบ ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการปลายทางและเรียกผู้ประกอบการเข้าชี้แจง รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากระบบติดตามรถ (GPS)
ผลการตรวจสอบพบว่า สถานีบริการปลายทางหลายแห่งยืนยันว่าไม่ได้รับน้ำมันตามที่ระบุในเอกสาร หรือได้รับไม่ครบตามจำนวน ขณะที่บางกรณี เช่น ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดหมายปลายทางที่ระบุไว้กลับเป็นเพียงที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยพบใบกำกับการขนส่งที่มีความผิดปกติรวม 34 ใบ ส่งผลให้น้ำมันสูญหายออกจากระบบกว่า 800,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท
จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ กระทรวงพลังงานได้หารือร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กรมการค้าภายใน กรมสรรพากร และกรมศุลกากร ก่อนมีมติให้แจ้งความดำเนินคดีต่อ CIB
โดยมี พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ ผกก.2 บก.ปคบ. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดี เนื่องจากผู้ประกอบการรายดังกล่าวเข้าข่ายกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และประมวลกฎหมายอาญา
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังประสานกรมสรรพากรและกรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบความผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมขยายผลไปยังผู้ค้าน้ำมันรายอื่นที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน
นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวย้ำว่า กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าปราบปรามผู้กระทำผิดทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายแสวงหาผลประโยชน์ โดยจะเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ควบคู่กับการผลักดันแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่การทุจริต สร้างความเป็นธรรมในระบบพลังงาน และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่