เนชั่นทีวี

การเมือง

กสม.ย้ำผู้ต้องขังควรได้ความเท่าเทียมเสมอภาคตามกฎหมายและไม่เลือกปฏิบัติ

15 ธ.ค. 2566 | chairat_pat

กสม.ย้ำผู้ต้องขังควรได้ความเท่าเทียมเสมอภาคตามกฎหมายและไม่เลือกปฏิบัติ

"สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน" ชำแหละระเบียบกรมราชทัณฑ์ ปมคุมขังนอกเรือนจำ ชี้เพื่อลดความแออัดสถานที่โดยไม่เลือกปฏิบัติ ย้ำผู้ต้องขังควรได้ความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

15 ธันวาคม 2566 เป็นเรื่องที่กำลังถูกตั้งคำถามตัวโต โดยเฉพาะระเบียบกรมราชทัณฑ์ฉบับใหม่ เพราะเสมือนเป็นการเอื้อประโยชน์เพียงบางบุคคล ให้ได้รับสิทธิเหนือกว่าผู้ต้องโทษรายอื่นๆ จนเกิดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม 

สืบเนื่องจากการออกประกาศระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ณ วันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา แม้จะมีการชี้แจงจากทางกรมราชทัณฑ์ ในวันที่ 12 ธ.ค. พร้อมกับย้ำวิธีการ ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 และมาตรา 33 แห่งพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงกำหนดสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2563

นอกจากนี้ ในระเบียบดังกล่าวมีการอ้างถึงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีปัญหาในการดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรมที่พบจากการดำเนินโครงการตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดของเรือนจำ 

 

ล่าสุดวันนี้ (15ธ.ค.) กสม.ได้มีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยระบุเนื้อหา ดังนี้ 

กสม. ขอเรียนว่า ข้อเสนอแนะที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2562 ที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาความแออัดของเรือนจำ ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลขององค์การสหประชาชาติ โดยการ

  1. ใช้นโยบายกระบวนการยุติธรรมทางเลือก เช่น การเบี่ยงเบนคดีอาญาออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (Diversion from Criminal Justice Process)
  2. การแยกสถานที่คุมขังระหว่างผู้ต้องขังเด็ดขาดกับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา
  3. กำหนดสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีและผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับ โดยกำหนดสถานที่อื่นเพื่อการควบคุมตัวนอกเหนือจากการควบคุมตัวในเรือนจำ

ขณะที่ ต่อมา กสม. ได้มีหนังสือลงวันที่ 25 ก.พ. 2565 กราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อเน้นย้ำให้กรมราชทัณฑ์กำหนดสถานที่ที่เหมาะสมกับผู้ต้องขังแต่ละประเภท เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดของเรือนจำ อันเนื่องมาจากการไม่แยกประเภทผู้ต้องขัง
 

นอกจากนี้ กสม. ยังได้ประชุมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อเดือนก.พ. และ เดือนมี.ค. 2566 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง สิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ระหว่างการพิจารณาคดีตามหลักสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรคสอง

รวมถึง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (1) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ข้อ 14 วรรคสอง การแยกคุมขังผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีกับผู้ต้องขังเด็ดขาด การแก้ไขกฎกระทรวงออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/1 การติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) หรือกำไล EM และการกำหนดสถานที่คุมขังอื่นสำหรับผู้ต้องขังในคดีความแตกต่างทางความคิดหรือความเห็นต่าง ซึ่งยังไม่มีการพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด

กสม. ขอเน้นย้ำกติกา ICCPR ข้อ 10 ที่กำหนดให้ผู้ต้องหาต้องได้รับการจำแนกออกจากผู้ต้องโทษ และต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปให้เหมาะสมกับสถานะที่ไม่ใช่ผู้ต้องโทษ

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติกา ICCPR ยังกำหนดไว้ว่า บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันในกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ดังนั้น สิทธิของผู้ต้องขังทุกคนต้องเสมอภาค เท่าเทียม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะมีสถานะใด ๆ
 

ข่าวล่าสุด