สำหรับบทลงโทษสูงสุดกรณี สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปก้าวก่ายการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนั้น นายภูเทพ ชี้แจงว่า มี 2 ส่วน ถ้าเป็นเรื่องฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็จะเป็นการพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของการแทรกแซงข้าราชการฝ่ายประจำที่มีการแต่งตั้ง ก็ถือว่าเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ก็ต้องดูว่าเข้าเงื่อนไขใด
เมื่อถามว่า ตามกฎหมายผิดทั้งคนขอและคนให้ใช่หรือไม่ นายภูเทพ กล่าวว่า ถ้าครบเงื่อนไขทั้งหมด
เมื่อถามย้ำว่า อะไรจะเป็นพยานหลักฐานที่บ่งชี้ความผิดได้ เพราะตอนนี้ปรากฏแค่คำพูด ที่สามารถโต้และแก้ข้อกล่าวหาได้ นายภูเทพ กล่าวว่า ก็เป็นหน้าที่ของป.ป.ช. ที่ต้องดำเนินการ ว่าเรื่องที่ปรากฏออกมาตามสื่อมีที่มาที่ไปอย่างไร ก็ต้องสอบสวนย้อนไป และขอข้อมูลไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องการแต่งตั้งระดับผู้กำกับก็ได้ ต้องหาข้อเท็จจริงทั้งหมด 360 องศา ไม่ได้รับฟังแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เมื่อถามว่า ป.ป.ช.กดดันหรือไม่ ที่ต้องสอบบุนายกฯ นายภูเทพ กล่าวว่า เป็นงานประจำของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว ทำมาตั้งแต่ปี 2542 ตรวจสอบนายกฯ มาตั้งหลายคน รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ก็เป็นงานปกติของ ป.ป.ช.
ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงเจตนาที่ นายเศรษฐา กล่าวในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ถึงประเด็นการแต่งตั้งตำรวจในระดับผู้กำกับว่า สาระสำคัญไม่ใช่อย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่พูดว่า กำลังจะเอาตำรวจและนายอำเภอทั้ง 2 หน่วยงานมารวมกัน ซึ่งเคยมีประสบการณ์ตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย เพราะจะรู้ว่าในอำเภอพื้นที่ นั้นเป็นอย่างไร
โดยนายกฯพูดถึงผู้กำกับในแต่ละพื้นที่ รวมถึงในอำเภอจะต้องเป็นกำลังหลักในการดำเนินการ พร้อมย้ำว่า หัวใจสาระสำคัญอยู่ที่ประเด็นที่ ที่ต้องได้ผู้กำกับการที่สามารถทำงานได้และได้นายอำเภอที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน แล้วปัญหาก็สามารถแก้ไขได้
เมื่อถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการฝากตำรวจใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มี เนื่องจากในอำนาจหน้าที่ไม่สามารถทำได้ รวมไปถึงกฎหมายมีการระบุไว้อย่างชัดเจน ซึ่งนายกฯ ได้อธิบายว่า หากในพื้นที่ไม่สามารถหาคนที่ทำงานเข้าขากันได้ จึงจะต้องหานายอำเภอและผู้กำกับ ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ และเป็นแกนนำสำคัญในการทำงาน โดยในวันที่ 28 พ.ย.นี้ รัฐบาลจะมีการประกาศอย่างชัดเจน เรื่องการแก้หนี้นอกระบบ และติดตามผลว่า จะสามารถทำงานได้ประสบความสำเร็จแค่ไหน ในการแก้ไขปัญหา
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านพยายามโยงประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องการเมือง โดยจะมีการร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อ้างว่าเป็นตั๋วเพื่อไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร เนื่องจากอยู่ที่เจตนารมณ์และความตั้งใจจริงที่จะทำ เมื่อมีเจตนาแบบนี้และไม่ได้พูดแบบนี้ และไม่ได้มีความมุ่งหมายแบบนี้ ก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไร พร้อมกับมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายค้านจะต้องหาประเด็นมาผูก เพื่อให้เป็นประเด็นในการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็รับฟังไว้ เพราะเป็นเรื่องที่ว่ากันตามกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องดูกันไปตามข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่า หากฝ่ายค้านนำเป็นประเด็นดังกล่าว ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มีปัญหา พร้อมย้อนถามว่า มั่นใจหรือว่าประเด็นดังกล่าวมีข้อเท็จจริง ที่สามารถทำตามนี้ได้ อยากให้ฝ่ายค้านทำงานบนพื้นฐานที่เข้าใจกัน และแก้ไขปัญหาตามที่กฎหมายทั้งหมดมี อย่าให้เสียเวลาประชาชนในการแก้ไขปัญหา นำเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อเอาชนะ สร้างคะแนนแบบนี้ ไม่เป็นประโยชน์ ฉะนั้นตนอยากฝากให้พิจารณาและไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี
เมื่อถามว่า จะต้องเตือนเรื่องการพูดของนายกฯหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ต้องเตือน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น และเราฟังกันแล้วก็เข้าใจว่า นายกฯอยากให้กระชับ และช่วยติดตามดู ว่าการไปทำงานในพื้นที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร รวมถึงผู้กำกับและนายอำเภอ จะช่วยกันแก้ไขปัญหา เรื่องหนี้นอกระบบได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้แม้จะได้ผู้กำกับที่พอใจหรือไม่พอใจ หรือสมหวังหรือไม่สมหวัง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาฝาก แต่หมายความว่าเมื่อเรามาอยู่แล้วเจอผู้กำกับและผู้ว่าฯที่สบายใจหรือไม่ แต่บางคนเจอผู้กำกับ และผู้ว่าฯที่ทำงานได้ดีเขาก็สบายใจ บางคนเจอผู้ว่าฯหรือผู้กำกับที่ทำงานไม่สอดคล้องกัน ก็อาจจะไม่สมหวังซึ่งประเด็นสาระสำคัญอยู่ตรงนี้
ขณะที่ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง กล่าวถึงกรณี นายชัยชนะ เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ประสานมายังพรรคเพื่อไทย เพื่อเชิญนายเศรษฐา ไปชี้แจงการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ตามที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ แต่เนื่องจากวันดังกล่าว พรรคเพื่อไทยมีกำหนดการจัดสัมมนาพรรค ที่จังหวัดนครราชสีมา ล่วงหน้าอยู่แล้วจึงไม่สามารถจะเข้าไปตอบคำถามได้
“นายกฯ พร้อมตอบคำถามและชี้แจงในประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้นายชัยชนะ ประสานมาที่ตนอีกครั้ง เพื่อดูเวลาที่ตรงกัน ส่วนนายกฯ จะไปเองหรือมอบหมายใครไป ก็คงต้องดูในรายละเอียดกันอีกครั้ง แต่ยืนยันประเด็นนี้สามารถชี้แจงได้”