นายวิโรจน์ กล่าวต่อ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนหน้า ก็ต้องตั้งกระทู้ถามในเรื่องนี้ว่า ที่นายกฯบอกว่าที่คนขอมาเยอะเหลือเกินคือใคร เพราะนายกฯพูดอีกว่ามีคนผิดหวังมากกว่าสมหวัง แต่สมหวัง ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย ก็แสดงว่ามีการฝากกันจริง ต้องยอมรับกันตรงๆ อย่าบิดพลิ้วเลย นายกฯหลุดปากพูดแล้วมา อีกวันก็มาแก้ตัว
“ท่านยอมรับสภาพเถอะ วันก่อนหน้าเป็นการสารภาพของคนเป็นนายกฯอยู่แล้ว แล้วที่ท่านเคยพูดก่อนหน้าหาเสียงที่บอกว่า จะขจัดสังคมเส้นสาย พอหลังหาเสียงก็ลืมที่นายเศรษฐาเคยพูดเอาไว้เสียงเข้ม ก็ลืมหมดแล้ว ตกลงเศรษฐาก่อนหน้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทย กับเศรษฐาที่มาพูดอีกวันคือเศรษฐาคนเดียวกันหรือเปล่า“ นายวิโรจน์ กล่าว
ตอนนี้ก่อนที่จะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็คงจะใช้การทำงานของคณะกรรมาธิการตำรวจ ในการตรวจสอบไปก่อน พอเปิดสมัยประชุมนายกฯก็ต้องมาชี้แจง ไม่ใช่อยู่ดีๆ พอวันรุ่งขึ้นมาบอกว่าไม่ได้หมายความแบบนั้น พูดถึงว่าความไม่ใช่คน ตนฟังแล้วจริงๆแล้ววันนั้น อยากเอายาไปทาสีข้างให้ท่าน ท่านคงจะอักเสบพอสมควร ไหนๆท่านก็สารภาพมา 80% แล้ว อีก 20% ก็พูดมาเถอะว่าสส.ที่มาฝากผู้กำกับใหม่กับท่านคือใคร ฝากกี่คน จริงๆไม่ได้ยากเกินวิสัย เพราะผู้กำกับมีการโยกย้ายและมีผู้กำกับใหม่อยู่จำนวนหนึ่ง
“เดี๋ยวผมจะไปหาทางโยงว่าผู้กำกับที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจาก พ.ต.ท.เป็น พ.ต.อ. และเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กำกับใหม่ เป็นใคร อยู่ในจังหวัดไหน อยู่ในสถานีตำรวจใด และมีเครือข่ายความสัมพันธ์โยงใย เครือข่ายกับสส.คนไหน แล้วเดี๋ยวค่อยไปถามนายกฯเรียงคนว่าคนนี้อยู่ในบัญชีฝากหรือไม่ สมหวังหรือผิดหวัง”
เมื่อถามว่า คำพูดของนายกฯ ที่พูดในที่ประชุมสส.พรรคเพื่อไทย ตามกฎหมายสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า จริงๆมีคนผิดต่อสังคมเกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องหาหลักฐานเพิ่ม เพราะการสารภาพของผู้ต้องหายังไม่ใช่หลักฐาน ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง แต่เดี๋ยวก็รู้เพราะผู้กำกับใหม่มีไม่กี่คน โดยเฉพาะพื้นที่สส.พรรคเพื่อไทยชนะ หาชื่อนามสกุลก็รู้แล้วว่า เป็นน้องคนนั้น เป็นเพื่อนคนนี้ และเรียนรุ่นเดียวกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งตนจะทำบัญชีว่าคนไหนอยู่บัญชีสมหวังหรือบัญชีแห้ว
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะทำให้พ้นสภาพจากการเป็นนายกฯได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถูกตั้งคำถาม แต่คำสารภาพของผู้ต้องหาไม่ใช่หลักฐาน ซึ่งจะทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าต่อไปนี้จะเชื่อคำพูดอะไรจากนายกฯได้อีก เพราะเมื่อวานพูดอย่างวันนี้พูดอย่าง
เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก นายวิโรจน์ กล่าวว่า การเรียกร้องเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่การตัดสินใจคงต้องอยู่ที่นายกฯ แต่ตนถือโอกาสนี้ให้กำลังใจตำรวจ ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเต็มที่
“มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่บอกว่า ถ้าคุณไม่วิ่ง คุณไม่หาเงินมาซื้อตำแหน่ง โอกาสที่คุณจะขึ้นเป็นผู้กำกับก็ยากเหลือทน ซึ่งเป็นคำพูดที่ทุกคนรู้ดีว่า แสดงว่าเป็นความท้อแท้ ท้อถอยของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ แต่พอเขามาเจออย่างนี้ คนที่ชื่อเศรษฐา พูดตอนหาเสียงว่า จะขจัดเส้นสายให้หมดไป แล้ววันนี้เมื่อเป็นนายกฯ จะมาบอกว่าถูกบังคับ หรือว่าโดนคุณไสยหรือโดนของ เพราะพูดไปยิ้มไปและพูดด้วยตัวของตัวเอง เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าท่านอยู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบางรายก็จะรู้สึกว่าการติดสินบน การฝาก การใช้เส้นสาย เป็นเรื่องปกติ แต่ก็หวังว่านายกฯที่ยืนยันตัวเองว่าอยากยืนอยู่ในสังคมที่ถูกต้องและทำธุรกิจมาอย่างถูดต้องตลอด จะไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้” นายวิโรจน์ กล่าว
ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายกฯ ออกมาแก้ต่างเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับ (ผกก.) เห็นว่า เรื่องดังกล่าวชัดเจนว่าความหมายที่นายเศรษฐา พูดในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย มีสาระสำคัญหมายความในลักษณะ มีการวิ่งเต้นฝากในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับ ซึ่งจะเท็จจริงอย่างไร ทั้งภาพ และเสียงจะเป็นคำตอบทั้งหมดว่า ใครตำแหน่งใด เป็นคนฝาก ดังนั้น จึงเห็นว่า การให้สัมภาษณ์แก้ตัวแบบมั่ว ๆ น้ำขุ่น ๆ ของนายเศรษฐานั้น ประชาชนดูออกว่าตลบตะแลง แถลงแก้ตัวเพียงเท่านั้น
อีกทั้ง นายกฯ มีอีกตำแหน่งที่คือเป็นประธาน ก.ตร. ซึ่งจะมีความเห็นในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย หรือมีแนวนโยบายสามารถทำได้ตามกรอบอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว ที่บอกว่า ไม่เกี่ยวเป็นเรื่องของ ตร. ยิ่งทำให้เห็นว่านายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามอย่างผู้รู้ ที่บอกว่า
"พูดเรื่องความไม่ใช่เรื่องคน แต่ความจริงคือคนพูดเรื่องความ คนพูด คือนายกฯ มีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่วนความคือ มีคนฝากโยกย้ายแต่งตั้งผู้กำกับ คนที่อยู่ในที่ประชุมมี สส. และความตามรัฐธรรมนูญห้าม สส. ก้าวก่าย แทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (3) ทั้งประมวลจริยธรรมของ สส.ที่ระบุให้ สส.ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด” เมื่อความนี้ นายกฯรู้อยู่แล้ว ก็ต้องถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้น โดยส่วนตัวตำแหน่งนายกฯ ก็ถือว่า เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี ที่จะต้องไม่กระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ และมีประมวลจริยธรรมควบคุมอย่างเคร่งครัดอยู่ด้วย ที่ระบุให้กระทำการในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ในการแต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม และต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดไว้ชัดว่า ห้ามไม่ให้มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรม และมาตรา 186 ระบุไว้ชัดว่า รัฐมนตรี ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก้าวก่ายแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือประโยชน์ของพรรคการเมือง
เมื่อนายกฯ กระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งนายกฯอย่างแน่นอน นายกฯควรตัดสินใจ ด้วยการรับผิดชอบในคำพูด รับผิดชอบในทางการเมือง อย่าตลบตะแลงชี้แจงกลับไปกลับมา ผู้นำกล้าพูดก็ต้องกล้ายอมรับ อย่าให้ใครมาตำหนินายกฯได้ว่า ตัวใหญ่แต่ใจเล็ก